วิธีเลือกบริษัทแม่บ้านสำหรับองค์กร ที่ฝ่ายจัดซื้อต้องรู้

พนักงานแม่บ้านมืออาชีพกำลังเช็ดทำความสะอาดโต๊ะ สื่อถึงแนวทางการเลือกบริษัทแม่บ้านสำหรับองค์กร

การเลือกผู้ให้บริการแม่บ้านสำหรับองค์กร ไม่ใช่เพียงการหาแรงงานมาทำความสะอาดเท่านั้น แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์องค์กร สุขอนามัยของพนักงาน ความปลอดภัยในการใช้งานอาคาร และต้นทุนการบริหารในระยะยาว โดยเฉพาะองค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่ต้องพึ่งพาบริการทำความสะอาดอาคารอย่างต่อเนื่องในทุกวันทำงาน

ในมุมของฝ่ายจัดซื้อ งานแม่บ้านไม่ใช่งานสนับสนุนเล็ก ๆ แต่เป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับคน พื้นที่ และความเสี่ยง หากเลือกผู้ให้บริการไม่เหมาะสม องค์กรอาจต้องเผชิญทั้งปัญหาคุณภาพงาน ค่าใช้จ่ายแฝง และข้อพิพาทด้านแรงงาน

ดังนั้น “วิธีเลือกบริษัทแม่บ้าน” จึงเป็นเรื่องที่ฝ่ายจัดซื้อจำเป็นต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่โครงสร้างการให้บริการ ระบบบริหารกำลังคน มาตรฐานงานทำความสะอาด ไปจนถึงความสามารถในการติดตามผลและพัฒนาคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่อง

บทความนี้จะช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อเข้าใจภาพรวมของ “วิธีการเลือกบริษัทแม่บ้าน” อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งมุมมองของการจัดซื้อจัดจ้าง ความเสี่ยง การประเมินคุณภาพบริษัทแม่บ้าน และแนวคิดในการเลือกบริษัททำความสะอาดสำหรับองค์กรที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง

ทำไมองค์กรต้องเลือกใช้บริการจากบริษัทแม่บ้านแทนการจ้างตรง

ในช่วงเริ่มต้น หลายองค์กรมักเลือกจ้างแม่บ้านโดยตรงเพื่อควบคุมต้นทุนและบริหารจัดการได้ง่าย แต่เมื่อการดำเนินงานขยายตัว ทั้งจำนวนพื้นที่ใช้งาน จำนวนพนักงาน ชั่วโมงการให้บริการ และมาตรฐานด้านความปลอดภัย ฝ่ายจัดซื้อมักเริ่มพบปัญหาที่จัดการได้ยากขึ้น ปัญหาที่พบบ่อย ได้แก่ คุณภาพงานที่ไม่สม่ำเสมอ การขาดงานกะทันหัน ภาระด้าน HR ที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงทางกฎหมายแรงงาน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กรโดยตรง

ข้อดีของการใช้บริการ Outsource แม่บ้าน

การใช้บริการจากบริษัททำความสะอาดสำหรับองค์กรช่วยให้องค์กรไม่ได้เพียงแรงงานทำความสะอาด แต่ได้ระบบการทำงานที่ออกแบบมาเพื่อรองรับองค์กรโดยเฉพาะ เช่น

  • แผนการทำความสะอาดที่ออกแบบตามลักษณะพื้นที่ ความถี่ และช่วงเวลาใช้งานจริง
  • ระบบกำลังคนสำรอง รองรับกรณีพนักงานขาดงาน ลาป่วย หรือเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • การใช้อุปกรณ์และน้ำยาที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ตามมาตรฐานงานทำความสะอาด
  • ทีมควบคุมคุณภาพและหัวหน้างานที่ตรวจสอบงานอย่างสม่ำเสมอ

ระบบเหล่านี้ช่วยให้งานทำความสะอาดมีความต่อเนื่อง ลดปัญหาหน้างาน และทำให้ฝ่ายจัดซื้อสามารถควบคุมคุณภาพตามสัญญาได้ง่ายขึ้น

ลดภาระงาน HR และความเสี่ยงทางกฎหมายแรงงาน

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญของการเลือกบริษัทแม่บ้าน คือการลดภาระด้านทรัพยากรบุคคล บริษัทแม่บ้านมืออาชีพจะเป็นผู้รับผิดชอบตั้งแต่การสรรหา การฝึกอบรม สวัสดิการ ประกันสังคม การจัดการวันลา ไปจนถึงการจัดหาพนักงานทดแทน และยังช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายแรงงานที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้นองค์กรจะสามารถโฟกัสกับภารกิจหลักได้อย่างเต็มที่

พนักงานแม่บ้านกำลังทำความสะอาดภายในอาคารสำนักงาน สื่อถึงเกณฑ์สำคัญในการเลือกบริษัทแม่บ้านสำหรับองค์กร

7 เกณฑ์สำคัญที่ฝ่ายจัดซื้อต้องพิจารณาก่อนเลือกบริษัทแม่บ้าน

การตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการไม่ควรดูเพียงราคา แต่ควรยึดตาม เกณฑ์การเลือกบริษัททำความสะอาดที่ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรจะได้รับบริการที่มีคุณภาพและคุ้มค่าในระยะยาว

1)ใบอนุญาตประกอบกิจการ / หนังสือรับรองบริษัท

บริษัทแม่บ้านที่น่าเชื่อถือต้องมีเอกสารทางกฎหมายครบถ้วน ตรวจสอบได้ เช่น หนังสือรับรองบริษัท ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง และการจดทะเบียนถูกต้อง ซึ่งเป็นพื้นฐานของการประเมินคุณภาพบริษัทแม่บ้าน และลดความเสี่ยงด้านสัญญา

2) ประสบการณ์และชื่อเสียงในวงการ

บริษัทที่มีประสบการณ์ยาวนานจะเข้าใจลักษณะงานของแต่ละอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล หรือศูนย์การค้า ประสบการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงความแข็งแรงและความพร้อมในการให้บริการ

3) มาตรฐานการฝึกอบรมและตรวจสอบประวัติพนักงาน

การเลือกบริษัทแม่บ้านมืออาชีพ ต้องพิจารณาว่าบริษัทมีระบบตรวจสอบประวัติพนักงานหรือไม่ มีการอบรมก่อนเริ่มงาน การอบรมทบทวน และการใช้ SOP ที่ชัดเจนตามมาตรฐานงานทำความสะอาดหรือไม่

4) การใช้ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่ปลอดภัย

บริษัทที่มีมาตรฐานจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้งานอาคาร ไม่ทำลายพื้นผิว และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของบริการทำความสะอาดอาคารในยุคปัจจุบัน

5) ความยืดหยุ่นของบริการ

องค์กรแต่ละแห่งมีรูปแบบการใช้งานอาคารที่แตกต่างกัน บริษัทแม่บ้านที่ดีต้องสามารถปรับตารางงาน กำลังคน และรูปแบบบริการให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง ไม่ใช่ใช้รูปแบบเดียวกับทุกองค์กร

6) ราคาที่โปร่งใสและมีสัญญาชัดเจน

ราคาที่เหมาะสมควรมาพร้อมขอบเขตงานที่ชัดเจน มีสัญญาระบุหน้าที่ความรับผิดชอบ ตัวชี้วัดผลงาน (KPI) และเงื่อนไขการให้บริการ เพื่อให้ฝ่ายจัดซื้อสามารถบริหารสัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

7) การติดตามผลและพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่อง

บริษัทที่มีระบบตรวจสอบคุณภาพ ประเมินผล และปรับปรุงการทำงานอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้องค์กรได้รับบริการทำความสะอาดอาคารที่มีคุณภาพและสม่ำเสมอในระยะยาว

เทคโนโลยีและระบบบริหารงาน: ปัจจัยสำคัญที่มองข้ามไม่ได้

ปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานงานทำความสะอาด ระบบบริหารงานที่สามารถติดตามเวลาทำงาน รายงานผล และควบคุมคุณภาพแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อสามารถตรวจสอบการให้บริการได้ง่ายขึ้น ลดข้อโต้แย้ง และเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารสัญญา สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ เทคโนโลยีจึงไม่ใช่เพียงตัวเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิธีเลือกบริษัทแม่บ้านที่ช่วยสร้างความมั่นใจในคุณภาพการให้บริการ

ข้อควรระวังในการจ้างบริษัทแม่บ้านแบบเหมารายเดือน

แม้การจ้างบริษัทแม่บ้านแบบเหมารายเดือนจะช่วยให้การบริหารจัดการสะดวกขึ้น แต่ฝ่ายจัดซื้อควรพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ เช่น

  • สัญญาไม่ชัดเจน หรือไม่มีการระบุความรับผิดชอบกรณีเกิดความเสียหาย
  • ไม่มีระบบควบคุมคุณภาพที่เป็นรูปธรรม ทำให้คุณภาพงานไม่สม่ำเสมอ
  • เปลี่ยนพนักงานบ่อย ส่งผลต่อความต่อเนื่องของบริการทำความสะอาดอาคาร และความพึงพอใจของผู้ใช้งาน

บทสรุป: จ้างบริษัทแม่บ้านอย่างมืออาชีพ ต้องคิดอย่างมีระบบ

วิธีเลือกบริษัทแม่บ้าน ที่เหมาะสม ไม่ใช่การมองหาผู้ให้บริการราคาถูกที่สุด แต่คือการเลือกพาร์ตเนอร์ที่ช่วยสร้างมาตรฐานการทำงาน ลดความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้กับองค์กรในระยะยาว
เมื่อฝ่ายจัดซื้อมีกระบวนการคัดเลือกที่ชัดเจน จะช่วยให้องค์กรลดปัญหาซ้ำซ้อน ควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น และยกระดับภาพลักษณ์องค์กรอย่างยั่งยืน

พนักงานบริการทำความสะอาดมืออาชีพกำลังเช็ดทำความสะอาดโต๊ะภายในอาคารสำนักงาน

ทำไม IFS จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับองค์กรของคุณ

ไอเอฟเอส คือผู้ให้บริการดูแลอาคารครบวงจร ครอบคลุมบริการทำความสะอาดแบบครบวงจร ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 40 ปี และได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำหลากหลายอุตสาหกรรม
ไอเอฟเอส ดำเนินงานภายใต้มาตรฐานงานทำความสะอาดที่ชัดเจน มีระบบบริหารกำลังคน การฝึกอบรมพนักงาน การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงาน และการติดตามคุณภาพงานอย่างต่อเนื่อง จึงตอบโจทย์ทุกปัจจัยสำคัญของ “วิธีเลือกบริษัทแม่บ้าน”

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเลือกบริษัทแม่บ้านสำหรับองค์กร

Q : บริษัทแม่บ้านเหมาะกับองค์กรขนาดไหน
A : บริษัทแม่บ้านเหมาะกับองค์กรทุกขนาด ตั้งแต่สำนักงานขนาดกลางไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะองค์กรที่มีพื้นที่ใช้งานหลากหลาย ต้องการมาตรฐานงานทำความสะอาดที่สม่ำเสมอ และต้องการลดภาระด้านการบริหารบุคลากร

Q : การจ้างบริษัทแม่บ้านต่างจากการจ้างแม่บ้านโดยตรงอย่างไร
A :  การจ้างบริษัทแม่บ้านช่วยให้องค์กรได้ทั้งระบบบริหารงาน มาตรฐานการทำงาน กำลังคนสำรอง และการดูแลด้านกฎหมายแรงงาน ขณะที่การจ้างตรงมักมีความเสี่ยงด้านความต่อเนื่องของงานและภาระด้าน HR ที่สูงกว่า

Q : ราคาบริการทำความสะอาดอาคารคิดจากปัจจัยใดบ้าง
A : ราคามักพิจารณาจากขนาดพื้นที่ จำนวนพนักงานที่ต้องใช้ ชั่วโมงการทำงาน ความถี่ในการทำความสะอาด และลักษณะพื้นที่เฉพาะ เช่น ห้องน้ำ พื้นที่ส่วนกลาง หรือพื้นที่ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

Q : จะประเมินคุณภาพบริษัทแม่บ้านได้อย่างไรหลังเริ่มงานแล้ว
A : ฝ่ายจัดซื้อสามารถประเมินจากคุณภาพงานจริง ความสม่ำเสมอในการให้บริการ การตอบสนองต่อปัญหา การมีหัวหน้างานดูแล และการรายงานผลการทำงานตามที่ระบุไว้ในสัญญา

Q : หากพนักงานแม่บ้านขาดงาน บริษัทแม่บ้านมีแนวทางจัดการอย่างไร
A : บริษัทแม่บ้านมืออาชีพจะมีระบบกำลังคนสำรองและพนักงานทดแทน เพื่อให้งานทำความสะอาดไม่สะดุดและยังคงคุณภาพตามมาตรฐานที่ตกลงไว้

Q : บริษัทแม่บ้านควรมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยอะไรบ้าง
A : ควรมีการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย การใช้อุปกรณ์และน้ำยาที่เหมาะสม การป้องกันอุบัติเหตุ รวมถึงแนวทางการทำงานที่ไม่กระทบต่อผู้ใช้งานอาคาร

Q : เทคโนโลยีมีผลต่อการเลือกบริษัทแม่บ้านมากน้อยแค่ไหน
A : เทคโนโลยีช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารงาน เช่น ระบบบันทึกเวลาทำงาน ระบบรายงานผล และการตรวจสอบคุณภาพแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของวิธีเลือกบริษัทแม่บ้านในปัจจุบัน

Q : หากต้องการเปลี่ยนบริษัทแม่บ้าน ต้องเตรียมตัวอย่างไร
A : ควรตรวจสอบสัญญาเดิม วางแผนช่วงเปลี่ยนผ่านให้ชัดเจน และเลือกบริษัทแม่บ้านที่มีประสบการณ์ในการรับช่วงงาน เพื่อไม่ให้การให้บริการสะดุด

Q : บริษัทแม่บ้านสามารถปรับบริการตามลักษณะองค์กรได้หรือไม่
A : บริษัทแม่บ้านที่ดีควรสามารถปรับแผนงาน ตารางเวลา และกำลังคนให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานอาคารของแต่ละองค์กรได้

Q : ควรใช้ระยะเวลานานแค่ไหนในการประเมินผลการทำงานของบริษัทแม่บ้าน
A : โดยทั่วไปควรใช้เวลาอย่างน้อย 1–3 เดือน เพื่อประเมินคุณภาพงาน ความสม่ำเสมอ และความสามารถในการแก้ไขปัญหา ก่อนพิจารณาปรับแผนหรือขยายสัญญา

สำหรับฝ่ายจัดซื้อที่ต้องการความมั่นใจและความคุ้มค่าในระยะยาว
สามารถพูดคุยกับทีม ไอเอฟเอส เพื่อประเมินแนวทางการให้บริการที่เหมาะสมกับองค์กรของคุณหรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่
“คลิก”

Share this post
Facebook
LinkedIn