ขับเคลื่อนมาตรฐานบริการดูแลอาคารครบวงจร ด้วยระบบ บุคลากร นวัตกรรม และความยั่งยืน

รูปโลโก้ ไอเอฟเอส กับข้อความ "ขับเคลื่อนมาตรฐานบริการดูแลอาคารครบวงจร ด้วยระบบ บุคลากร นวัตกรรม และความยั่งยืน" รูปสำหรับบทความ
รูปผู้บริการคุณ สรรพเพ็ชญ์ พจสัณห์
กับบทความ ขับเคลื่อนมาตรฐานบริการดูแลอาคารครบวงจร ด้วยระบบ บุคลากร นวัตกรรม และความยั่งยืน

คุณสรรพเพ็ชญ์ พจสัณห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของกลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาองค์กรในช่วงที่ผ่านมา โดยเน้นว่าการยกระดับบริการดูแลอาคารครบวงจรไม่ใช่เพียงการเติบโตเชิงขนาด แต่คือการพัฒนาโครงสร้างการบริหารจัดการให้มีความชัดเจน โปร่งใส

ภายใต้การดำเนินงานของกลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส ซึ่งดูแลโครงการทั่วประเทศและทำงานร่วมกับองค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน การขับเคลื่อนมาตรฐานจึงมุ่งเน้นการสร้างระบบที่รองรับกับองค์กรทุกขนาด พร้อมรักษาความต่อเนื่องของคุณภาพในระยะยาว

บทสัมภาษณ์ครั้งนี้สะท้อนมุมมองของผู้บริหารต่อกลยุทธ์การเติบโต และบทบาทของกลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ขององค์กรระดับประเทศ

นิยามคำว่า “มาตรฐานบริการดูแลอาคารครบวงจร” เป็นอย่างไรในมุมมองขององค์กรระดับประเทศอย่างกลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส?

คุณสรรพเพ็ชญ์: ในมุมมองของเรา คำว่า ‘ครบวงจร’ ไม่ได้หมายถึงเพียงการรวมหลายบริการไว้ด้วยกัน แต่คือการออกแบบระบบการดูแลอาคารทุกกระบวนการให้ทำงานประสานกันภายใต้กรอบมาตรฐานเดียวกัน ตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงการปฏิบัติงานในพื้นที่

กลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส มีโซลูชั่นที่ครอบคลุมหลากหลายด้าน โดยมี 3 บริการหลักที่เป็นแกนสำคัญของโครงสร้างองค์กรลูกค้า ได้แก่ บริการทำความสะอาด บริการรักษาความปลอดภัย และบริการรับเหมาแรงงาน

เราให้ความสำคัญอย่างมากกับการบริหารกำลังคนให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจของลูกค้า เพราะในความเป็นจริงแล้ว อาคารที่ได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบ จะช่วยสนับสนุนประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความต่อเนื่องขององค์กรได้อย่างชัดเจน เราไม่มองว่างานของเราเป็นเพียงงานสนับสนุนเบื้องหลัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการดำเนินธุรกิจ

ท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้คำว่า ‘มาตรฐาน’ มีความหมาย คือการมีระบบทำงานที่มีตัวชี้วัดชัดเจน ตรวจสอบได้ โปร่งใส และสามารถพัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงขององค์กรรวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส สามารถขับเคลื่อนมาตรฐานบริการได้อย่างต่อเนื่อง?

คุณสรรพเพ็ชญ์ : “ถ้าให้ผมตอบตรง ๆ ปัจจัยสำคัญมีคำเดียวเลยคือ ‘คน’

ธุรกิจของเราขับเคลื่อนด้วยพนักงานกว่า 30,000 คนทั่วประเทศ แต่ความท้าทายจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่จำนวน แต่อยู่ที่การทำอย่างไรให้ทุกคนทำงานอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะอยู่พื้นที่ไหนหรือหน่วยงานไหนก็ตาม

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำคือการวางระบบบริหารคุณภาพให้ชัดเจน และลงทุนกับการพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องทักษะวิชาชีพ มาตรฐานความปลอดภัย รวมไปถึงการสร้างภาวะผู้นำในทุกระดับ ผมเชื่อว่าองค์กรจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน คนต้องเติบโตไปพร้อมกัน

ในขณะเดียวกัน อีกเรื่องที่ผมให้ความสำคัญมากคือ ‘วัฒนธรรมองค์กร’

เราพยายามสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ยึดหลักความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความไว้วางใจระหว่างกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ต้องเกิดขึ้นจริงในการทำงาน

เมื่อพนักงานรู้สึกว่าองค์กรมีหลักยึดที่ชัดเจน เขาก็พร้อมจะทุ่มเทกับงาน และอยากเติบโตไปกับองค์กรในระยะยาว

สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้อยู่แค่ในเชิงแนวคิด แต่มันสะท้อนออกมาเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ อย่างการที่เราได้รับรางวัล THAIHRM Best Workplace Award 2026 ระดับ Gold และการรับรอง Workplace Excellence ซึ่งเป็นการยืนยันถึงมาตรฐานด้านการบริหารคน วัฒนธรรมองค์กร และสภาพแวดล้อมการทำงานของเราในระดับประเทศ

อีกส่วนหนึ่งคือการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานและควบคุมคุณภาพ ทำให้การบริหารจัดการมีความแม่นยำ โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น โดยไม่ได้มาแทนคน แต่ช่วยให้คนทำงานได้ดีขึ้น

เมื่อระบบ คน วัฒนธรรมองค์กร และเทคโนโลยี ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน มาตรฐานบริการที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ที่เราตั้งใจสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง”

กลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส เติบโตจากรากฐานของ ไอเอสเอส ไทยแลนด์ (ISS Thailand) และสั่งสมประสบการณ์มากว่า 41 ปี อะไรคือบทเรียนและความแข็งแกร่งที่ถูกถ่ายทอดมาสู่ กลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส และทำให้องค์กรยืนหยัดในระดับประเทศได้ในวันนี้?

คุณสรรพเพ็ชญ์ : ถ้าจะเล่าถึงจุดเริ่มต้นของเรา ผมคิดว่าต้องย้อนกลับไปช่วงที่เราดำเนินงานภายใต้แบรนด์ ไอเอสเอส ไทยแลนด์ (ISS Thailand) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากประเทศเดนมาร์ก และได้นำแนวทางพร้อมมาตรฐานการบริหารงานบริการดูแลอาคารในระดับสากลมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย ตลอดระยะเวลากว่า 41 ปีที่ผ่านมา เราได้สั่งสมทั้งประสบการณ์ แนวทางในการทำงาน และระบบบริหารจัดการที่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้กลายเป็นรากฐานสำคัญของกลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส มาจนถึงวันนี้

บทเรียนที่เราได้จากช่วงเวลากว่า 4 ทศวรรษนั้น ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า งานบริการในระดับองค์กรจะพึ่งพาเพียงความสามารถเฉพาะบุคคลไม่ได้ แต่ต้องมีระบบที่ชัด ตรวจสอบได้ และสามารถทำซ้ำมาตรฐานเดียวกันได้ในทุกพื้นที่ นี่คือจุดแข็งที่เรายึดถือมาโดยตลอด

เมื่อเรานำรากฐานและประสบการณ์เหล่านี้มาต่อยอดให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร เราก็สามารถรองรับองค์กรขนาดใหญ่และโครงการที่มีความซับซ้อนได้อย่างมั่นคง รวมถึงรับมือกับข้อกำหนดด้านการกำกับดูแลที่เข้มงวดได้อย่างเป็นระบบ และผมมองว่านี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราได้รับความไว้วางใจ และยืนหยัดในระดับประเทศมาได้อย่างต่อเนื่องจนถึงวันนี้

ในมุมมองของท่าน กลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส มีขนาด ศักยภาพ และความแข็งแกร่งในระดับใดในบริบทของอุตสาหกรรม Facility Services ของประเทศไทย?

คุณสรรพเพ็ชญ์ : ปัจจุบันกลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส มีรายได้รวมกว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี มีพนักงานมากกว่า 30,000 คน และดูแลโครงการกว่า 2,000 หน่วยงานทั่วประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้เรา

โครงสร้างบริษัทในเครือของเราออกแบบให้แต่ละหน่วยงานมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่ในภาพรวมเรายังบริหารภายใต้มาตรฐานและทิศทางเดียวกัน เพราะผมเชื่อว่าลูกค้าไม่ได้มองแค่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เขามองศักยภาพรวมของทั้งกลุ่มบริษัทที่มีความมั่นคง โปร่งใส และทำงานได้ในระดับประเทศ

ในมุมมองเชิงการบริหารจัดการ โครงสร้างกลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส มีบทบาทอย่างไรในการควบคุมคุณภาพ มาตรฐาน และการบริหารความเสี่ยงของแต่ละบริการ?

คุณสรรพเพ็ชญ์ : ในมุมของการบริหารจัดการ ผมมองว่าโครงสร้างของกลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อแยกความเชี่ยวชาญของแต่ละบริการ แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการควบคุมคุณภาพและบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ

เรามีโครงสร้างการกำกับดูแลจากส่วนกลาง ที่ดูแลภาพรวมของทั้งกลุ่มบริษัท ไม่ว่าจะเป็นระบบตรวจสอบ (Audit) ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPI) หรือกระบวนการกำกับดูแลที่ใช้มาตรฐานเดียวกันในทุกหน่วยงาน เพราะผมเชื่อว่ามาตรฐานที่ดีต้องไม่ขึ้นอยู่กับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ต้องตั้งอยู่บนระบบเดียวกันทั้งองค์กร

ท่ามกลางการแข่งขันในอุตสาหกรรมดูแลอาคารครบวงจร กลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส วางกลยุทธ์การเติบโตไว้อย่างไร?

คุณสรรพเพ็ชญ์ : ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้น เราไม่ได้มุ่งเติบโตด้วยการเพิ่มจำนวนสัญญา หรือขยายพื้นที่ให้บริการให้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพจากภายในควบคู่กันไป

ในปี 2568 กลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส มีอัตราการเติบโตของกำไรร้อยละ 15 จากผลประกอบการ ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการรวมถึงความแข็งแกร่งขององค์กรอย่างชัดเจน และบริษัทได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของกำไรที่ร้อยละ 20 ในปี 2569 ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เป็นผลจากการควบคุมต้นทุนที่เข้มงวดมากขึ้น ควบคู่กับการดำเนินงานที่มีเป้าหมายและทิศทางชัดเจน

อีกแนวทางหนึ่งที่เราให้ความสำคัญคือแนวคิด Account Manager as Micro-Business Owner ซึ่งหมายถึงการให้ผู้บริหารแต่ละหน่วยงานบริหารงานเสมือนธุรกิจเป็นของตนเอง ต้องรับผิดชอบทั้งรายได้ ต้นทุน คุณภาพ และผลลัพธ์ของหน่วยงานนั้น

ผมเชื่อว่าวิธีนี้ช่วยให้องค์กรมีความคล่องตัวมากขึ้น สามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว และยังคงรักษามาตรฐานการให้บริการได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

กลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส ตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืนไว้อย่างไร และองค์กรกำลังขับเคลื่อนการลดคาร์บอนรวมถึงมาตรฐาน ESG ให้เกิดผลลัพธ์ที่วัดผลได้ในระดับประเทศอย่างไร?

คุณสรรพเพ็ชญ์: “สำหรับผม ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นกรอบการดำเนินธุรกิจที่เรากำหนดไว้อย่างชัดเจน ภายใต้นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ของกลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส เราวางเป้าหมายให้การเติบโตขององค์กรต้องควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม เรามองเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ทำเป็นช่วง ๆ เรากำหนดแนวทางชัดเจนตั้งแต่นโยบายขององค์กร ไปจนถึงการปฏิบัติงานจริง ทั้งการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการจัดซื้อจัดจ้างที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

ในทางปฏิบัติ เราเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ทำความสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักให้พนักงานของเรา เช่น การแยกขยะอย่างถูกวิธี และการจัดการของเสียให้เป็นไปตามกฎหมาย

ขณะเดียวกัน เราผลักดันแนวคิด Low Carbon Sustainability ให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การลดผลกระทบเกิดขึ้นจริงในเชิงปฏิบัติการ

ในด้านธรรมาภิบาล เราดำเนินงานภายใต้กรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้ทุกกระบวนการมีความรับผิดชอบและติดตามผลได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับผม สิ่งสำคัญคือทำให้ ESG เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารงาน ไม่ใช่เพียงข้อความในรายงาน และในฐานะองค์กรระดับประเทศ ผมมองว่า กลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส มีบทบาทในการช่วยให้องค์กรลูกค้าสามารถขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม บนพื้นฐานของความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

กลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส มองบทบาทของตนเองในฐานะพันธมิตรขององค์กรลูกค้าอย่างไร?

คุณสรรพเพ็ชญ์: “ผมมองว่า บทบาทของเราไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการตามขอบเขตสัญญา แต่คือการเป็นพันธมิตรที่ทำงานร่วมกับลูกค้าในระยะยาว

เราเข้าไปสนับสนุนตั้งแต่การบริหารความเสี่ยง การควบคุมต้นทุน การยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ไปจนถึงการรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพราะงานดูแลอาคารในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานสนับสนุน แต่มีผลต่อภาพรวมขององค์กรลูกค้าโดยตรง

สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือการทำงานที่มีมาตรฐานที่ชัดเจน และระบบที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าเรากำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน และสร้างคุณค่าร่วมกันในระยะยาว นี่คือความหมายของคำว่า ‘พันธมิตร’ ในมุมมองของผม”

.

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมดูแลอาคารครบวงจร ผมเชื่อว่าสิ่งที่ทำให้องค์กรเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ความเร็วในการเติบโต แต่คือความชัดเจนของระบบ และความรับผิดชอบต่อทุกการตัดสินใจ

สำหรับ กลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส เราไม่ได้วัดความสำเร็จจากขนาดเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความสามารถในการส่งมอบมาตรฐานที่สม่ำเสมอ สร้างความไว้วางใจ และเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าอย่างยั่งยืน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความน่าเชื่อถือคือสิ่งที่สร้างยากที่สุด และเป็นสิ่งที่เราตั้งใจรักษาไว้ในทุกระดับขององค์กร

Share this post
Facebook
LinkedIn