
การบริหารความเสี่ยงก่อนเริ่มงาน คือการประเมินว่างานที่กำลังจะเกิดขึ้นมีอันตรายอะไรที่ควรระวัง และควรมีแนวทางป้องกันหรือควบคุมอย่างไรก่อนพนักงานลงมือปฏิบัติจริง โดยแผนกอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม (Health Safety and Environment: HSE) มีบทบาทในการประเมินความเสี่ยง ให้คำแนะนำ และเสนอแนวทางที่เหมาะสมกับลักษณะงานและพื้นที่
สำหรับงานบริการด้านอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวก (Facility Services) งานประเภทเดียวกันอาจมีเงื่อนไขต่างกันในแต่ละพื้นที่ การประเมินจึงต้องเริ่มจากสิ่งที่พนักงานต้องทำจริง ก่อนนำข้อมูลนั้นไปกำหนดแนวทางสำหรับการปฏิบัติงาน

การประเมินความเสี่ยงเริ่มจากการสำรวจกิจกรรมและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ถูกต้องตามข้อกำหนด
ก่อนชี้บ่งอันตรายและประเมินความเสี่ยง แผนก HSE และฝ่ายปฏิบัติงานต้องร่วมกันทบทวนขั้นตอนและลักษณะการปฏิบัติงาน เนื่องจากงานลักษณะเดียวกันอาจมีความเสี่ยงแตกต่างกันตามพื้นที่ วิธีการทำงาน อุปกรณ์ และสภาพแวดล้อม การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้สามารถชี้บ่งอันตรายและกำหนดมาตรการควบคุมได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละหน้างาน
สิ่งที่ต้องพิจารณาจึงต้องครอบคลุมตั้งแต่พื้นที่ปฏิบัติงาน เส้นทางเข้า–ออก อุปกรณ์ที่ใช้ ลำดับขั้นตอนการทำงาน ไปจนถึงบุคคลหรือกิจกรรมอื่นที่เกิดขึ้นในบริเวณเดียวกันมื่อเข้าใจลำดับและองค์ประกอบของกระบวนการทำงานอย่างครบถ้วนแล้ว จะสามารถจำแนกงานออกเป็นแต่ละขั้นตอน เพื่อชี้บ่งอันตรายและประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละกิจกรรมได้อย่างเป็นระบบและครอบคลุม
ตัวอย่างเช่น หากระบุเพียงว่าเป็น “งานทำความสะอาดหลังคากระจก” ข้อมูลยังไม่เพียงพอ เพราะการทำงานจริงมีตั้งแต่การประเมินสภาพอากาศ การเตรียมอุปกรณ์ การเข้าถึงพื้นที่ การขึ้นสู่จุดปฏิบัติงาน การทำความสะอาด ไปจนถึงการเก็บอุปกรณ์หลังงานเสร็จ ซึ่งแต่ละช่วงมีสิ่งที่ต้องประเมินต่างกัน
| ขั้นตอนการทำงาน | ประเด็นที่ต้องพิจารณา |
| สำรวจพื้นที่และสภาพหน้างาน | ตรวจสอบตำแหน่งหลังคากระจก ความสูง ทางเข้า–ออก พื้นที่ด้านล่าง สภาพกระจก จุดยึด และสิ่งกีดขวาง |
| ขั้นตอนและวิธีการทำความสะอาด | พิจารณาว่าจะใช้บันได นั่งร้าน รถกระเช้า ระบบเชือก หรือวิธีอื่นที่เหมาะสม โดยหลีกเลี่ยงการเหยียบหรือถ่ายน้ำหนักลงบนแผ่นกระจกโดยตรง เว้นแต่ได้รับการออกแบบและยืนยันว่ารองรับได้ |
| ระหว่างปฏิบัติงาน | สภาพอากาศ เช่น ลม ฝน ความร้อน ความสูง ลักษณะพื้นผิว การลื่นหรือเสียการทรงตัว ความแข็งแรงของพื้นที่ และสิ่งของที่อาจตกลงด้านล่าง |
| หลังเสร็จงาน | อุปกรณ์หรือวัสดุที่อาจหลงเหลือ พื้นที่เปียก และความพร้อมก่อนเปิดพื้นที่ใช้งานตามปกติ รวมถึงการทำความสะอาด |
การแยกงานออกเป็นลำดับยังช่วยให้เห็นผลกระทบที่อาจเกิดกับบุคคลอื่นด้วย เช่น อุปกรณ์จากที่สูงอาจตกลงสู่พื้นที่ด้านล่าง หรือการทำความสะอาดอาจทำให้บริเวณใกล้เคียงเปียกและกระทบต่อผู้ใช้อาคาร
ในงานรักษาความปลอดภัยก็เช่นกัน เจ้าหน้าที่ประจำทางเข้า–ออก เจ้าหน้าที่เดินตรวจ และเจ้าหน้าที่ดูแลการจราจร แม้จะอยู่ภายใต้บริการเดียวกัน แต่ต้องเผชิญกับสภาพงานต่างกัน งานเดินตรวจอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งกีดขวาง พื้นที่อันตราย ความร้อน ความมืด หรือสัตว์มีพิษ ขณะที่งานจราจรต้องพิจารณาการเคลื่อนที่ของรถและตำแหน่งที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ทั้งนี้อาจมองถึงเรื่องผู้มาใช้บริการหรือผู้ที่เข้าพื้นที่ ที่อาจมีความเห็นไม่ตรงและอาจเกิดการทะเลาะวิวาทได้
จุดเริ่มต้นของการประเมินความเสี่ยงจึงอยู่ที่การเข้าใจว่า พนักงานต้องทำอะไร ที่ไหน และอยู่ภายใต้เงื่อนไขแบบใด เพราะข้อมูลเหล่านี้เป็นพื้นฐานของการกำหนดแนวทางควบคุมในขั้นต่อไป

จากการชี้บ่งอันตราย สู่แนวทางควบคุมความเสี่ยง
เมื่อเห็นแล้วว่าแต่ละขั้นตอนมีอันตรายอะไร แผนก HSE ต้องพิจารณาต่อว่า ความเสี่ยงนั้นควรถูกจัดการอย่างไร และมาตรการใดเหมาะกับสภาพงานจริง
หนึ่งในแนวทางที่ใช้ประกอบการพิจารณาคือการมองจุดควบคุมจาก แหล่งกำเนิด (Source) ทางผ่าน (Pathway) และตัวบุคคล (Person) เพื่อไม่ให้การป้องกันจบเพียงการกำชับให้พนักงานระมัดระวังหรือสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล
แหล่งกำเนิด (Source)
หมายถึง จุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุ เช่น เครื่องจักรชำรุด สายไฟเปลือย พื้นเปียกลื่น หรือสารเคมีรั่วไหล ซึ่งอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บได้ วิธีป้องกัน: ตรวจสอบอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และกำจัดแหล่งอันตรายอย่างสม่ำเสมอ
ทางผ่านหรือพื้นที่ (Pathway)
หมายถึง เส้นทางหรือบริเวณที่อันตรายสามารถผ่านไปถึงบุคคลได้ เช่น ทางเดินมีสิ่งกีดขวาง พื้นลื่น สายไฟพาดพื้น หรือบริเวณที่มีฝุ่นและสารเคมีฟุ้งกระจาย
วิธีป้องกัน: จัดทางเดินให้เป็นระเบียบ ติดป้ายเตือน และกั้นพื้นที่อันตรายให้ชัดเจน
ข้อกำหนดของ ไอเอฟเอส สำหรับงานบนที่สูงจึงครอบคลุมทั้งการประเมินความเสี่ยง การตรวจอุปกรณ์ ความพร้อมของผู้ปฏิบัติงาน และการควบคุมอันตรายจากวัตถุตก
ตัวบุคคล (Person)
หมายถึง ผู้ที่อาจได้รับอันตรายจากแหล่งกำเนิด โดยอาจเกิดจากการขาดความระมัดระวัง ขาดความรู้ในการทำงาน หรือไม่สวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
วิธีป้องกัน: อบรมความปลอดภัยก่อนปฏิบัติงาน สวมอุปกรณ์ป้องกันให้เหมาะสม และปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
ในสถานการณ์จริง ความเสี่ยงหนึ่งเรื่องอาจต้องใช้มาตรการจากหลายส่วนร่วมกัน ตัวอย่างเช่น งานบริเวณที่สูงอาจต้องควบคุมทั้งพื้นที่ด้านล่าง จุดยึด ระบบป้องกันการตก และ PPE ของผู้ปฏิบัติงาน ไม่ใช่เลือกเพียงมาตรการใดมาตรการหนึ่ง
ในกรณีของสารเคมีก็ใช้หลักการเดียวกัน โดยต้องพิจารณาชนิดของสาร วิธีใช้ และโอกาสที่ผู้ปฏิบัติงานจะสัมผัส ส่วนรายละเอียดเรื่องการจัดเก็บ ฉลาก ภาชนะ และเอกสารข้อมูลความปลอดภัยสารเคมี (SDS) สามารถศึกษาเพิ่มเติมจากบทความเฉพาะเรื่อง

จากมาตรการที่กำหนดไว้ สู่สิ่งที่พนักงานต้องปฏิบัติ
เมื่อได้แนวทางควบคุมแล้ว สิ่งสำคัญคือทำให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจว่า มาตรการเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับงานของตนอย่างไร โดยข้อมูลที่สื่อสารอาจครอบคลุมทั้งขอบเขตพื้นที่ อันตรายที่ต้องระวัง สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มงาน PPE ที่กำหนด รวมถึงเงื่อนไขที่ต้องหยุดและแจ้งผู้เกี่ยวข้อง
สำหรับงานที่มีความเสี่ยงสูง ใบอนุญาตทำงาน (Permit to Work) เป็นหนึ่งในกระบวนการที่ช่วยนำผลจากการประเมินมาใช้ก่อนเริ่มงาน ข้อกำหนดของ ไอเอฟเอส ระบุถึงการกำหนดขอบเขตงาน การชี้บ่งอันตรายและประเมินความเสี่ยง การกำหนดมาตรการควบคุม การขออนุญาตจากผู้รับผิดชอบพื้นที่ และการสื่อสารให้ผู้ได้รับผลกระทบทราบ
นอกจากนี้ IFS Safety Rules ยังใช้เป็นกรอบข้อปฏิบัติสำหรับกิจกรรมด้านความปลอดภัยหลายประเภท ตัวอย่างเช่นงานสารเคมี งานไฟฟ้า การแยกพลังงาน งานบนที่สูง ไปจนถึงการหยุดการทำงานที่ไม่ปลอดภัย เป็นต้น
สิ่งที่พนักงานต้องเข้าใจไม่ได้มีเพียงว่า “ต้องทำอะไร” แต่รวมถึงว่า เมื่อใดไม่ควรเริ่มงานหรือไม่ควรทำงานต่อ
แนวทาง Stopping Unsafe Work ของ ไอเอฟเอส ระบุว่า หากผู้ปฏิบัติงานยังไม่เข้าใจงาน ไม่มีความเชี่ยวชาญ ไม่มี PPE ที่จำเป็น หรือพบว่าสภาพหน้างานไม่ปลอดภัย ต้องหยุดและแจ้งหัวหน้างานหรือผู้เกี่ยวข้อง และหากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขต้องห้ามดำเนินงานต่อ จนกว่าจะได้รับการแก้ไขหรือแก้ปัญหานั้น
ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่พนักงานทำความสะอาดพบเศษแก้วแตก แต่ข้อกำหนดของพื้นที่ไม่อนุญาตให้สวมรองเท้า การเข้าไปเก็บทันทีอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บ แนวทางจึงให้แจ้งผู้รับผิดชอบพื้นที่เพื่อหาวิธีทำงานที่เหมาะสมก่อน
อีกกรณีหนึ่ง พนักงานพบโซดาไฟอยู่บนพื้นที่กำลังจะทำความสะอาด แต่ยังทำงานต่อจนเกิดการระคายเคือง แนวทางที่ระบุไว้คือ เมื่อพบสภาพผิดปกติ ต้องแจ้งผู้รับผิดชอบหรือจัดการสิ่งที่เป็นอันตรายก่อนเริ่มงาน
กรณีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อสภาพหน้างานต่างจากที่ประเมินไว้ ผู้ปฏิบัติงานต้องรู้ว่าเมื่อใดควรหยุดและแจ้งผู้เกี่ยวข้อง โดยแผนก HSE มีบทบาทในการประเมินและให้คำแนะนำ ส่วนหัวหน้างานและพนักงานมีหน้าที่นำมาตรการไปปฏิบัติจริง
เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน ต้องทบทวนการประเมินความเสี่ยงก่อนเริ่มงาน
การประเมินความเสี่ยงอ้างอิงจากข้อมูลของงานและพื้นที่ในช่วงเวลาหนึ่ง หากเงื่อนไขเหล่านั้นเปลี่ยนไป มาตรการเดิมอาจไม่เหมาะกับสถานการณ์ใหม่ จึงควรนำข้อมูลกลับมาทบทวนก่อนปฏิบัติงานภายใต้เงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลง
สถานการณ์ที่อาจทำให้ต้องทบทวน เช่น
- เปลี่ยนพื้นที่หรือเส้นทางปฏิบัติงาน
- เปลี่ยนเครื่องมือหรืออุปกรณ์
- ปรับขั้นตอนหรือวิธีทำงาน
- มีกิจกรรมอื่นเกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกัน
- มีผู้ใช้งานพื้นที่มากขึ้น
- พบอันตรายที่ไม่ได้อยู่ในการประเมินเดิม
- มีเหตุการณ์หรือข้อมูลใหม่จากหน้างาน
ตัวอย่างเช่น พื้นที่ด้านล่างของจุดทำงานบนที่สูงอาจเคยปิดและไม่มีผู้ใช้งาน แต่หากภายหลังถูกเปิดเป็นทางสัญจร แม้งานด้านบนจะเหมือนเดิม ความเสี่ยงต่อบุคคลด้านล่างและวิธีควบคุมพื้นที่ก็เปลี่ยนไป
เช่นเดียวกับการเปลี่ยนอุปกรณ์ แม้วัตถุประสงค์ของงานจะเหมือนเดิม แต่อุปกรณ์ใหม่อาจมีน้ำหนัก วิธีเคลื่อนย้าย หรือลักษณะการใช้งานต่างจากเดิม จึงควรพิจารณาว่ามาตรการที่มีอยู่ยังเหมาะสมหรือไม่
ในขั้นตอนนี้ ข้อมูลจากพนักงานหน้างานมีความสำคัญ เพราะผู้ปฏิบัติงานเป็นผู้พบสภาพจริงระหว่างการทำงาน นโยบาย HSE ของ ไอเอฟเอส จึงให้ความสำคัญกับการอบรม ความรู้ ความตระหนัก การมีส่วนร่วมของพนักงาน และการนำข้อมูลกลับมาใช้ในการทบทวนและปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
การทบทวนจึงไม่ได้หมายความว่าการประเมินครั้งแรกผิด แต่เป็นการตรวจสอบว่า ข้อมูลที่ใช้ประเมินในตอนนั้นยังตรงกับงานที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่
แนวคิดเรื่องการประเมินความเสี่ยง การมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงาน และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องยังเชื่อมโยงกับระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เช่น ISO 45001 เป็นมาตรฐานสากลที่กำหนดข้อกำหนดสำหรับ ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OH&S)

การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพงานบริการ
แผนก HSE มีบทบาทในการประเมินความเสี่ยง ให้คำแนะนำ และสนับสนุนการกำหนดมาตรการให้เหมาะกับลักษณะงาน ขณะที่หัวหน้างานและพนักงานมีหน้าที่นำมาตรการไปปฏิบัติ รวมถึงแจ้งผู้เกี่ยวข้องเมื่อพบสภาพหน้างานที่แตกต่างจากข้อมูลที่ใช้ในการประเมิน
สำหรับลูกค้าองค์กร กระบวนการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงระบบสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังการปฏิบัติงานของบุคลากรหน้างาน ทั้งการวางแผน การบริหารความเสี่ยง และการประสานงานระหว่างผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้รูปแบบการทำงานสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่และลักษณะบริการ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงก่อนเริ่มงาน
Q: แผนก HSE ควรเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ช่วงใด?
A: ควรมีข้อมูลให้แผนก HSE พิจารณาตั้งแต่ช่วงเตรียมงานที่ลักษณะพื้นที่ ขั้นตอน และวิธีปฏิบัติเริ่มมีความชัดเจน เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงและให้คำแนะนำได้ก่อนเริ่มทำงานจริง
Q: งานประเภทเดียวกันสามารถใช้ Risk Assessment ชุดเดียวกันในทุกพื้นที่ได้หรือไม่?
A: ไม่ควรพิจารณาจากชื่องานเพียงอย่างเดียว เพราะพื้นที่ อุปกรณ์ วิธีทำงาน และผู้ที่ใช้พื้นที่ร่วมกันอาจแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบว่าข้อมูลและมาตรการเดิมยังเหมาะกับหน้างานที่จะนำไปใช้หรือไม่
Q: การประเมินความเสี่ยงต้องพิจารณาเฉพาะผู้ปฏิบัติงานหรือไม่?
A: ไม่จำกัดเฉพาะผู้ปฏิบัติงาน เพราะกิจกรรมบางอย่างอาจส่งผลต่อผู้ใช้อาคาร บุคคลที่อยู่ใกล้เคียง ผู้เกี่ยวข้อง หรือทรัพย์สินในพื้นที่ได้ การประเมินจึงต้องพิจารณาผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากงานนั้นด้วย
Q: Risk Assessment ต่างจาก Permit to Work อย่างไร?
A: Risk Assessment ใช้เพื่อชี้บ่งอันตราย ประเมินความเสี่ยง และกำหนดมาตรการควบคุม ส่วน Permit to Work เป็นกระบวนการควบคุมก่อนเริ่มงานที่มีความเสี่ยงสูงบางประเภท ซึ่งนำข้อมูลจากการประเมินมาใช้ร่วมกับการอนุญาตและการสื่อสารก่อนเริ่มงาน
Q: ลูกค้าองค์กรควรพิจารณาอะไรเกี่ยวกับระบบ HSE ของผู้ให้บริการ Facility Services?
A: ควรพิจารณาว่าผู้ให้บริการมีวิธีประเมินงานจากสภาพจริงอย่างไร เชื่อมความเสี่ยงไปสู่มาตรการควบคุมอย่างไร สื่อสารมาตรการกับผู้ปฏิบัติงานแบบใด และเมื่อหน้างานเปลี่ยน มีแนวทางนำข้อมูลกลับมาทบทวนหรือไม่




