อัปเดตเบอร์โทรฉุกเฉินปี 2569 ที่ทุกคนควรรู้

ข้อมูลเบอร์โทรฉุกเฉินทางการแพทย์ พร้อมบริการรถพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับติดต่อขอความช่วยเหลือ
รวมเบอร์โทรฉุกเฉินในประเทศไทย เช่น 1669 แพทย์ฉุกเฉิน 191 เหตุด่วนเหตุร้าย และบริการรถพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง และเบอร์ฉุกเฉินอื่น ๆ ที่จำเป็น

เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่การตั้งสติ แต่คือการเข้าถึง “เบอร์ฉุกเฉิน” ที่ถูกต้องได้อย่างรวดเร็ว เพราะเพียงไม่กี่นาทีแรก อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยลดความเสียหาย และเพิ่มโอกาสในการช่วยชีวิตได้

บทความนี้ได้รวบรวมเบอร์โทรสำหรับการแจ้งเหตุฉุกเฉินในประเทศไทยปี 2569 ครบทุกหมวดที่จำเป็น พร้อมแนวทางการใช้งานที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

เบอร์แจ้งเหตุฉุกเฉินเหตุด่วนเหตุร้าย

  • 191 : แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย / ตำรวจ
  • 199 : แจ้งเหตุเพลิงไหม้ / ดับเพลิง
  • 1599 : สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  • 1195 : สายด่วนตำรวจนครบาล (กรุงเทพฯ)
  • 1192 : กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB)
  • 1300 : ศูนย์ช่วยเหลือสังคม

เบอร์กลุ่มนี้เป็นเบอร์ฉุกเฉินหลักที่ควรจดจำ เนื่องจากใช้ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินโดยตรง และมักเป็นหน่วยงานแรกที่เข้าถึงเหตุการณ์

ตัวอย่างสถานการณ์ที่ควรโทร

  • พบการทะเลาะวิวาท หรือมีเหตุอาชญากรรมเกิดขึ้น
  • เกิดเหตุไฟไหม้ภายในอาคารหรือพื้นที่ใกล้เคียง
  • พบผู้ต้องสงสัยบุกรุกพื้นที่

ควรโทรทันทีเมื่อสถานการณ์มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย หรือควบคุมสถานการณ์เองไม่ได้

อินโฟกราฟิกเบอร์ฉุกเฉินด้านการแพทย์ในประเทศไทย เช่น 1669 แพทย์ฉุกเฉิน 1646 ศูนย์เอราวัณ และสายด่วนสุขภาพที่เกี่ยวข้อง สำหรับติดต่อเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน อัพเดตล่าสุด ปี2569

เบอร์แจ้งเหตุฉุกเฉินด้านการแพทย์

  • 1669 : สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
  • 1646 : ศูนย์เอราวัณ
  • 1323 : สายด่วนสุขภาพจิต
  • 1367 : ศูนย์พิษวิทยา (Poison Center)
  •  1554 : หน่วยแพทย์กู้ชีพ วิชรพยาบาล

เหมาะสำหรับกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน อุบัติเหตุ หรือได้รับสารอันตราย โดยเฉพาะเหตุที่เกี่ยวข้องกับชีวิตซึ่งต้องการการตอบสนองอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างสถานการณ์ที่ควรโทร

  • มีผู้หมดสติ หายใจลำบาก หรือหัวใจหยุดเต้น
  • อุบัติเหตุมีผู้บาดเจ็บรุนแรง
  • สัมผัสสารเคมีหรือสารพิษโดยไม่ตั้งใจ

ควรโทรทันทีเมื่อผู้ป่วยมีอาการรุนแรง หรือไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปโรงพยาบาลได้เอง

อินโฟกราฟิกเบอร์แจ้งเหตุฉุกเฉินด้านการเดินทางและอุบัติเหตุในประเทศไทย เช่น 1197 ตำรวจทางหลวง และ 1193 ตำรวจจราจร เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง อัพเดข้อมูลล่าสุดปี 2569

เบอร์แจ้งเหตุฉุกเฉินด้านการเดินทางและอุบัติเหตุ

  • 1197 : ตำรวจทางหลวง
  • 1193 : ตำรวจจราจร
  • 1196 : ตำรวจน้ำ
  • 1543 : กรมทางหลวงชนบท
  • 1586 : กรมทางหลวง
  • 1690 : การรถไฟแห่งประเทศไทย
  • 1155 : ตำรวจท่องเที่ยว

ใช้ในกรณีเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน การเดินทางทางบก น้ำ หรือระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้บ่อยในชีวิตประจำวัน

ตัวอย่างสถานการณ์ที่ควรโทร

  • รถเสียบนทางด่วนหรือทางหลวง
  • เกิดอุบัติเหตุรถชน ต้องการความช่วยเหลือ
  • พบสิ่งกีดขวางบนถนนหรือสภาพถนนอันตราย

ควรโทรเมื่อเหตุการณ์ส่งผลต่อความปลอดภัยในการเดินทาง หรือเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุซ้ำ

อินโฟกราฟิกเบอร์แจ้งเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณูปโภคในประเทศไทย เช่น ไฟฟ้าดับ น้ำไม่ไหล และบริการแจ้งปัญหาตลอด 24 ชั่วโมง อัพเดตข้อมูลล่าสุด ปี2569

เบอร์แจ้งเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณูปโภค

  • 1129 : การไฟฟ้านครหลวง (MEA)
  • 1130 : การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
  • 1416 : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT)
  • 1125 : การประปานครหลวง (MWA)
  • 1662 : การประปาส่วนภูมิภาค (PWA)
  • 1365 : ปตท. (แจ้งเหตุแก๊ส / พลังงาน)

สำหรับแจ้งเหตุไฟฟ้าดับ น้ำประปาขัดข้อง หรือปัญหาสาธารณูปโภคที่ส่งผลต่อการใช้งานอาคารและความปลอดภัย

ตัวอย่างสถานการณ์ที่ควรโทร

  • ไฟฟ้าดับทั้งอาคารหรือมีประกายไฟจากสายไฟ
  • ท่อประปาแตก น้ำรั่วไหลจำนวนมาก
  • กลิ่นแก๊สรั่วภายในอาคาร

ควรโทรเมื่อปัญหามีแนวโน้มก่อให้เกิดอันตราย หรือกระทบการใช้งานหลักของอาคาร

อินโฟกราฟิกเบอร์ฉุกเฉินด้านภัยพิบัติในประเทศไทย เช่น น้ำท่วม พายุ และเหตุการณ์ฉุกเฉิน พร้อมช่องทางติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อัพเดตล่าสุดปี 2569

เบอร์ฉุกเฉินด้านภัยพิบัติและเหตุการณ์พิเศษ

  • 1784 : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • 192 : ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
  • 1667 : สายด่วนกรมอุตุนิยมวิทยา

ใช้ในกรณีเกิดน้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว หรือภัยพิบัติที่ต้องการข้อมูลและการประสานงานระดับประเทศ

ตัวอย่างสถานการณ์ที่ควรโทร

  • น้ำท่วมฉับพลัน ต้องการความช่วยเหลือ
  • ได้รับแจ้งเตือนพายุรุนแรงหรือภัยธรรมชาติ
  • ต้องการข้อมูลเส้นทางอพยพหรือศูนย์ช่วยเหลือ

ควรโทรเมื่อสถานการณ์เกินการควบคุมระดับบุคคล และต้องการความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ

การเตรียมตัวก่อนโทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน

มีแค่เบอร์โทรฉุกเฉินไว้ในมืออาจยังไม่พอ เพราะสิ่งที่คุณบอกกับเจ้าหน้าที่ปลายสายนั้นสำคัญไม่แพ้กัน ถ้าคุณสื่อสารได้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เจ้าหน้าที่จะเข้าใจสถานการณ์ได้เร็วขึ้น และสามารถส่งความช่วยเหลือมาได้ตรงจุดมากขึ้น

ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุควรเตรียมข้อมูลดังนี้

  1. แจ้งประเภทเหตุการณ์: บอกให้ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น (เช่น ไฟไหม้, คนเจ็บหมดสติ, มีการบุกรุก)
  2. ระบุสถานที่เกิดเหตุให้ชัดเจน: บอกจุดสังเกตที่ชัดเจน ชื่อถนน ซอย หรือพิกัด GPS หากคุณสามารถทำได้
  3. บอกจำนวนผู้ประสบภัย: แจ้งจำนวนผู้บาดเจ็บหรือผู้ที่ติดอยู่ในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เตรียมทีมแพทย์และอุปกรณ์ได้ถูกต้อง
  4. ให้เบอร์ติดต่อกลับ: แจ้งชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของคุณเพื่อให้เจ้าหน้าที่สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ยกระดับความปลอดภัยจาก ไอเอฟเอส

ในปัจจุบัน “การรู้เบอร์ฉุกเฉิน” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครอยู่หน้างาน หรือเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เราจะรับรู้

กลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส จึงนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย “ทำงานควบคู่กับคน” ผ่านระบบ AI และศูนย์ควบคุมที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่การตรวจจับความผิดปกติ ตั้งแต่การตรวจจับความผิดปกติ การตรวจสอบเหตุการณ์ การแจ้งเตือน ไปจนถึงการประสานงานเข้าระงับเหตุ

สิ่งที่แตกต่างคือ ระบบไม่ได้รอให้ “มีคนเห็นก่อนแล้วค่อยโทร” แต่สามารถตรวจจับความผิดปกติได้ทันที เช่น

  • ตรวจจับการบุกรุกพื้นที่จากกล้องและ AI
  • แจ้งเตือนเมื่อมีความเคลื่อนไหวผิดปกติในจุดเสี่ยง
  • ส่งสัญญาณเตือนพร้อมประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี IoT Sensor ยังช่วยให้การดูแลอาคารเปลี่ยนจากการ “รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้” มาเป็นการ “มองเห็นความผิดปกติล่วงหน้า” ได้ เช่น

  • เซ็นเซอร์ตรวจจับควัน อุณหภูมิ ความชื้น หรือก๊าซ
  • ระบบตรวจสอบไฟฟ้า น้ำ และพลังงานแบบเรียลไทม์
  • เซ็นเซอร์ตรวจจับการรั่วไหล หรือความผิดปกติของระบบ
  • การตรวจจับจำนวนคนใช้งานพื้นที่ เพื่อบริหารความปลอดภัย

ทั้งหมดนี้ช่วยให้องค์กรสามารถลดความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้นทาง และเมื่อเกิดเหตุจริง ระบบจะช่วย “แจ้งเหตุฉุกเฉินได้ทันที” แม้ไม่มีคนอยู่ในพื้นที่

พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่ต้องรอ “คนโทรแจ้งเหตุ” ปัจจุบันระบบสามารถ “แจ้งเหตุให้คุณก่อน” ทำให้การรับมือเร็วขึ้น และลดความเสียหายได้อย่างมีนัยสำคัญ

FAQ – คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการแจ้งเหตุฉุกเฉิน

Q: หากเกิดเหตุไฟไหม้ในขณะที่ไม่มีคนอยู่ออฟฟิศ ระบบจาก ไอเเอฟเอส จะช่วยอะไรได้บ้าง
A: แม้ไม่มีคนอยู่ในพื้นที่ ระบบ IoT ก็ยังสามารถจับสัญญาณความผิดปกติได้ตั้งแต่ต้น เช่น อุณหภูมิสูงขึ้นหรือการตรวจพบก๊าซ เมื่อพบความผิดปกติ ระบบจะแจ้งเตือนไปยังผู้เกี่ยวข้องทันที ทำให้เข้าตรวจสอบและประสานงานได้เร็วขึ้น สรุปคือ แม้ไม่ใช่ระบบแจ้งไฟไหม้โดยตรง แต่ช่วยมองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้าและลดโอกาสที่เหตุจะลุกลาม

Q: ควรบันทึกเบอร์ฉุกเฉินไว้ที่ไหนดีที่สุด
A: ควรบันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือ และติดไว้ในพื้นที่ที่มองเห็นได้ง่าย เช่น ใกล้โทรศัพท์สำนักงาน

Q: เบอร์ฉุกเฉินควรอัปเดตบ่อยแค่ไหน
A: ควรตรวจสอบและอัปเดตอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นข้อมูลล่าสุด

Q: หากโทรไม่ติดควรทำอย่างไร
A: ควรลองโทรซ้ำ หรือใช้ช่องทางอื่น เช่น แอปพลิเคชัน หรือแจ้งหน่วยงานใกล้เคียง

Q: การแจ้งเหตุเท็จมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่
A: การแจ้งเหตุเท็จมีความผิดตามกฎหมาย และอาจมีโทษทั้งจำและปรับ

สรุป สิ่งสำคัญก่อนแจ้งเหตุฉุกเฉิน

การรู้จักและเข้าถึงเบอร์ฉุกเฉินที่ถูกต้อง เป็นพื้นฐานสำคัญของความปลอดภัย การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจะช่วยให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เบอร์ที่ควรจำให้ได้:

  • 191 ตำรวจ
  • 1669 การแพทย์ฉุกเฉิน
  • 199 ดับเพลิง

เพียงจำเบอร์เหล่านี้ และรู้ว่าควรโทรเมื่อไหร่ ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการรับความช่วยเหลือได้อย่างมาก

กลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส ผู้นำด้านบริการดูแลอาคารครบวงจร

หากองค์กรของคุณต้องการยกระดับความปลอดภัยและการจัดการอาคารแบบครบวงจร ไอเอฟเอส พร้อมให้บริการด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้ทุกพื้นที่ปลอดภัยและพร้อมใช้งานอยู่เสมอ

Share this post
Facebook
LinkedIn