IFS Safety Rules: 10 กฎความปลอดภัยในการทำงานที่พนักงานทุกคนต้องยึดถือ

ภาพหมวกนิรภัยวางบนพื้นพร้อมฉากพระอาทิตย์ตก และข้อความ “IFS Safety Rules 10 กฎความปลอดภัยในการทำงาน” สื่อถึงความสำคัญของความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ของกลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส

กฎความปลอดภัยในการทำงาน คือกรอบข้อปฏิบัติที่องค์กรกำหนดขึ้นเพื่อให้การทำงานทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างปลอดภัย ลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุ และสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานที่พนักงานทุกคนต้องยึดถือและปฏิบัติตามอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงข้อกำหนดบนกระดาษ แต่เป็นระบบความปลอดภัยในการทำงานที่ต้องเกิดขึ้นจริงในหน้างาน

สำหรับองค์กรที่มีการทำงานเกี่ยวข้องกับสำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม หรือสถานประกอบการต่าง ๆ เครื่องมือ อุปกรณ์ และสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ตั้งแต่การใช้สารเคมี การทำงานกับระบบไฟฟ้า การทำงานบนที่สูง ไปจนถึงการเคลื่อนย้ายวัสดุ หากไม่มีระบบควบคุมความเสี่ยงในการทำงานที่ชัดเจน อุบัติเหตุเพียงครั้งเดียวอาจส่งผลกระทบต่อพนักงาน องค์กร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก

บทความนี้รวบรวม 10 กฎความปลอดภัยในการทำงานที่พนักงานทุกคนต้องยึดถือ โดยออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานที่องค์กรใช้ควบคุมความเสี่ยงในพื้นที่ปฏิบัติงานจริง

“กฎความปลอดภัยจะมีความหมายก็ต่อเมื่อถูกปฏิบัติจริงในหน้างานทุกวัน”

ภาพมือกำลังถือถังอุปกรณ์ทำความสะอาดที่มีขวดน้ำยาหลายชนิด พร้อมข้อความ “Working with Chemicals การทำงานกับสารเคมี” สื่อถึงความปลอดภัยในการใช้สารเคมีในการทำงาน ของกลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส

1. Working with Chemicals: การทำงานกับสารเคมี

การทำงานกับสารเคมีเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เป็นอันตรายค่อนข้างรุนแรง เพราะสารเคมีหลายชนิดมีคุณสมบัติกัดกร่อน ระเหย หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ รวมทั้งยังสามารถติดไฟได้หากไม่มีระบบควบคุมที่ถูกวิธี อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดเก็บ การผสมสาร ไปจนถึงการใช้งานจริง

การอนุมัติและขึ้นทะเบียนสารเคมี

สารเคมีทุกชนิดที่ใช้ในองค์กรต้องผ่านกระบวนการอนุมัติและขึ้นทะเบียนก่อนนำมาใช้งานตามที่กฎหมายกำหนด หน่วยงานไม่สามารถนำสารเคมีมาใช้เองโดยไม่มีการตรวจสอบ เนื่องจากต้องมีการประเมินความเสี่ยง วิธีการใช้งาน และกำหนดมาตรการควบคุมความปลอดภัยให้เหมาะสมก่อนทุกครั้ง

อีกองค์ประกอบสำคัญของระบบนี้คือการจัดให้มีเอกสาร SDS (Safety Data Sheet) ครบทุกชนิดของสารเคมี เพื่อให้พนักงานสามารถเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลด้านความปลอดภัยได้ตลอดเวลา ก่อนการใช้งานจริงในหน้างาน

SDS คืออะไร

SDS หรือ Safety Data Sheet คือเอกสารข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีที่ใช้กันทั่วโลก ภายใต้ระบบมาตรฐานที่เรียกว่า GHS (Globally Harmonized System) เอกสารนี้มีหน้าที่อธิบายให้ผู้ใช้งานเข้าใจว่าสารเคมีชนิดนั้นมีคุณสมบัติอย่างไร มีความเสี่ยงอะไรบ้าง และต้องใช้งานหรือจัดการอย่างไรให้ปลอดภัย

ภายใน SDS จะมีข้อมูลความปลอดภัยทั้งหมด 16 หมวด ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐานของสารเคมี ความเป็นอันตราย วิธีปฐมพยาบาล วิธีจัดเก็บ การควบคุมการสัมผัส ไปจนถึงข้อมูลด้านการขนส่งและข้อกำหนดทางกฎหมาย
ตัวอย่างข้อมูลสำคัญที่พนักงานมักต้องใช้จาก SDS ได้แก่

  • ชื่อของสารเคมี
  • วิธีการใช้งาน
  • อันตรายของสารเคมีชนิดนั้น
  • อุปกรณ์ป้องกันที่ต้องใช้ (PPE)
  • วิธีปฐมพยาบาลเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
  • วิธีจัดเก็บและการใช้งานอย่างปลอดภัย

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้พนักงานสามารถประเมินความเสี่ยงก่อนเริ่มงาน และเลือกวิธีป้องกันได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานขององค์กร พูดให้เข้าใจง่าย SDS คือเอกสารข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีที่ต้องตรวจสอบก่อนใช้งานทุกครั้ง และต้องมีไว้ในพื้นที่จัดเก็บหรือพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทันทีเมื่อจำเป็น

หมายเหตุ: SDS ฉบับเต็มประกอบด้วยข้อมูลความปลอดภัยทั้งหมด 16 หมวดตามมาตรฐานสากล หากต้องการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ้างอิงจากเอกสาร SDS ของสารเคมีแต่ละชนิดได้โดยตรง

การจัดเก็บและภาชนะบรรจุสารเคมี

การจัดเก็บสารเคมีต้องใช้ภาชนะบรรจุสารเคมีที่บริษัทกำหนดเท่านั้น เช่น แกลลอนบรรจุสารเคมี ถังพลาสติกสำหรับเก็บสารเคมี หรือขวดบรรจุสารเคมีที่ออกแบบมาสำหรับงานอุตสาหกรรม ภาชนะเหล่านี้ถูกผลิตให้ทนต่อสารเคมีและมีฝาปิดที่ปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลหรือการปนเปื้อน

ทุกภาชนะต้องมีฉลากระบุชื่อสารเคมีอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถระบุชนิดของสารได้ทันทีและป้องกันการใช้งานผิดประเภท

อันตรายจากการใช้งานสารเคมีที่พบได้บ่อยในหน้างาน คือการนำขวดน้ำดื่ม ขวดเครื่องดื่ม หรือภาชนะใส่อาหารมาใช้บรรจุสารเคมี ซึ่งอาจทำให้พนักงานเข้าใจผิดว่าเป็นน้ำดื่มหรือของใช้ทั่วไป และนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

พฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นความเสี่ยงร้ายแรง เนื่องจากอาจนำไปสู่การบาดเจ็บรุนแรง หรือในบางกรณีอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

PPE สำหรับงานสารเคมี

PPE (Personal Protective Equipment) คืออุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่ใช้เพื่อลดความเสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมีโดยตรง อุปกรณ์เหล่านี้เป็นแนวป้องกันชั้นสุดท้ายเมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงการทำงานกับสารเคมีได้

ตัวอย่าง PPE ที่ใช้ในงานสารเคมี ได้แก่ แว่นตานิรภัย ถุงมือ หน้ากาก ผ้ากันเปื้อน (ถ้ามี) และรองเท้าบูท ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ช่วยลดโอกาสที่สารเคมีจะเข้าสู่ร่างกายของผู้ปฏิบัติงานผ่านดวงตา ผิวหนัง หรือระบบทางเดินหายใจ

แม้ว่า PPE จะไม่สามารถป้องกันอุบัติเหตุได้ทั้งหมด แต่เป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บเมื่อเกิดเหตุ

ช่องทางที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย และความเสี่ยงที่ต้องระวัง

สารเคมีไม่ได้ก่ออันตรายเฉพาะตอนหกหรือรั่วไหลเท่านั้น แต่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทางในระหว่างการทำงาน โดย 4 ช่องทางหลักที่ต้องระวังคือ ทางตา ทางผิวหนัง การสูดดม และการกลืนกิน

ทางตา มักเกิดจากละอองสารเคมี กระเด็นขณะผสมหรือใช้งาน หากไม่ได้สวมแว่นตานิรภัย สารอาจทำให้แสบตา ระคายเคือง หรือเกิดการบาดเจ็บรุนแรงได้

ทางผิวหนัง เป็นกรณีที่พบได้บ่อยที่สุด เช่น สารเคมีสัมผัสมือ แขน หรือผิวหนังโดยตรง ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคือง ผื่นไหม้ หรือซึมเข้าสู่ร่างกายได้ในบางชนิด

การสูดดม เกิดขึ้นเมื่อสารเคมีอยู่ในรูปไอระเหย กลิ่น หรือฝุ่นละเอียด หากทำงานในพื้นที่อากาศถ่ายเทไม่ดี ความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นและอาจกระทบต่อระบบทางเดินหายใจได้

การกลืนกิน มักไม่ได้เกิดจากการดื่มสารเคมีโดยตรงเสมอไป แต่อาจเกิดจากมือที่ปนเปื้อนสารเคมีแล้วไปจับอาหาร น้ำดื่ม หรือสัมผัสปากโดยไม่ตั้งใจ

เมื่อพนักงานเข้าใจช่องทางเข้าสู่ร่างกายทั้ง 4 ทางนี้ ก็จะเห็นชัดขึ้นว่าทำไมการสวม PPE การล้างมือ การติดฉลาก และการปฏิบัติตามขั้นตอนการทำงานอย่างปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้

การปฐมพยาบาลเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากสารเคมี: สิ่งที่ต้องทำทันทีเมื่อเกิดเหตุในหน้างาน

เมื่อเกิดการสัมผัสสารเคมี การปฐมพยาบาลต้องทำอย่างรวดเร็วและถูกวิธี เพราะช่วงเวลาแรกหลังเกิดเหตุเป็นช่วงที่สามารถลดความรุนแรงของการบาดเจ็บได้มากที่สุด พนักงานทุกคนจึงควรรู้ขั้นตอนพื้นฐานของการช่วยเหลือเบื้องต้นก่อนส่งต่อผู้บาดเจ็บไปยังหน่วยพยาบาล

กรณีสารเคมีกระเด็นเข้าตา ต้องรีบล้างตาโดยการให้น้ำไหลผ่านดวงตาด้วยน้ำสะอาดทันทีอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 15 นาที

กรณีสูดดมไอระเหยของสารเคมี ให้รีบนำผู้ได้รับผลกระทบออกจากพื้นที่ไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์โดยเร็ว เพื่อลดการรับสารเคมีเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจเพิ่มเติม

กรณีที่สารเคมีสัมผัสผิวหนัง ควรล้างบริเวณที่สัมผัสด้วยน้ำสะอาดจำนวนมากทันที (ห้ามล้างด้วยน้ำสบู่) และถอดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนสารเคมีออกอย่างระมัดระวัง

ในสถานการณ์เกี่ยวกับสารเคมี ทุกขั้นตอนล้วนสำคัญและต้องจดจำ

 กรณีการกลืนกิน ถือว่าอันตรายที่สุด หากมีการกลืนสารเคมี โดยไม่ได้ตั้งใจหรือตั้งใจก็ตามให้ดื่มน้ำสะอาดตามอย่างน้อยจำนวน 2 แก้ว และห้ามล้วงคอให้อาเจียนโดยเด็ดขาด เพราะการทำให้อาเจียนอาจทำให้สารเคมีย้อนกลับขึ้นมาทำลายหลอดอาหารรวมถึงระบบทางเดินอาหารซ้ำอีกครั้ง

ในทุกกรณี หลังจากปฐมพยาบาลตามคำแนะนำในเอกสาร SDS ของสารเคมีชนิดนั้นแล้ว ต้องรีบแจ้งผู้บังคับบัญชาหรือหน่วยปฐมพยาบาลของพื้นที่ทันที

ข้อห้ามสำคัญ

ในการทำงานกับสารเคมี มีข้อห้ามบางประการที่พนักงานต้องยึดถืออย่างเคร่งครัด เพราะเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นจริงในหลายองค์กร

ประการแรก ห้ามเทสารเคมีลงในท่อระบายน้ำฝนโดยเด็ดขาด สารเคมีบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากับน้ำหรือสารอื่นในระบบระบายน้ำ ทำให้เกิดก๊าซพิษ การปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม หรือความเสียหายต่อระบบบำบัดน้ำเสียของอาคาร

ประการที่สอง ห้ามผสมสารเคมีโดยไม่มีความรู้หรือไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากสารเคมีบางชนิดเมื่อผสมกันอาจเกิดปฏิกิริยาที่รุนแรง เช่น การเกิดก๊าซพิษ ความร้อนสูง หรือการระเบิดในบางกรณี

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือการใช้สารเคมีผิดประเภทหรือผิดวิธี เช่น การนำสารเคมีไปใช้กับพื้นผิวที่ไม่เหมาะสม หรือการใช้ในปริมาณที่เกินกว่าที่กำหนด สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดอันตรายทั้งต่อผู้ปฏิบัติงานและต่อสถานที่ปฏิบัติงาน

ก่อนใช้งานสารเคมีทุกครั้ง พนักงานต้องตรวจสอบฉลากสารเคมี อ่านข้อมูลจาก SDS และปฏิบัติตามขั้นตอนการทำงานอย่างปลอดภัยที่องค์กรกำหนด

บทลงโทษ

กฎความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อเป็นแนวทาง แต่เป็นข้อปฏิบัติที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การฝ่าฝืนกฎความปลอดภัยบริษัทอาจนำไปสู่การดำเนินการทางวินัยตามระดับความรุนแรงของเหตุการณ์

ตัวอย่างมาตรการที่องค์กรใช้ ได้แก่ การเตือนวาจา การเตือนเป็นหนังสือ หรือการตัด KPI ในกรณีที่การกระทำนั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินรวมถึงความปลอดภัยของพื้นที่ปฏิบัติงาน

มาตรการเหล่านี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อการลงโทษเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำในอนาคต

ภาพห้องเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาด มีชั้นวางกล่อง น้ำยาทำความสะอาด ไม้ถูพื้น และถังขยะ จัดเป็นระเบียบ พร้อมข้อความ “Housekeeping การทำความสะอาดและจัดเก็บพื้นที่” สื่อถึงการจัดการพื้นที่ทำงานอย่างปลอดภัย ของกลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส

2. Housekeeping: การทำความสะอาดและจัดเก็บพื้นที่

Housekeeping ไม่ได้หมายถึงการทำความสะอาดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นระบบจัดการพื้นที่ทำงานให้มีความเป็นระเบียบ ปลอดภัย และลดสิ่งกีดขวางที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุในหน้างาน หลายอุบัติเหตุในสถานที่ทำงานไม่ได้เกิดจากเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ซับซ้อน แต่เกิดจากพื้นที่ที่ไม่เป็นระเบียบ เช่น อุปกรณ์วางกองบนทางเดิน สายไฟพาดผ่านพื้น หรือวัสดุที่จัดเก็บไม่ถูกตำแหน่ง

หัวใจสำคัญของ Housekeeping คือหลัก 5ส. ซึ่งประกอบด้วย สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ และสร้างนิสัย โดยเป็นแนวคิดการจัดระเบียบพื้นที่ทำงานที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในการทำงาน

5ส. ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อความเป็นระเบียบ แต่เป็นระบบที่ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ และเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง

  • สะสาง (Seiri): แยกของจำเป็น/ไม่จำเป็น
  • สะดวก (Seiton): จัดวางเป็นระเบียบ หยิบง่าย
  • สะอาด (Seiso): ทำความสะอาด ตรวจเช็คเครื่องจักร
  • สุขลักษณะ (Seiketsu): รักษามาตรฐาน
  • สร้างนิสัย (Shitsuke): ปฏิบัติจนติดเป็นนิสัย

แนวคิดนี้ช่วยให้พนักงานสามารถจัดระเบียบพื้นที่ทำงานได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การคัดแยกสิ่งของที่จำเป็นออกจากสิ่งของที่ไม่จำเป็น การจัดเก็บอุปกรณ์ให้อยู่ในตำแหน่งที่กำหนด ไปจนถึงการดูแลพื้นที่ให้สะอาดและพร้อมใช้งานอยู่เสมอ

การนำหลัก 5ส. มาใช้ในพื้นที่ปฏิบัติงานช่วยลดความเสี่ยงจากหลายสถานการณ์ เช่น การสะดุดสิ่งของ การชนอุปกรณ์ หรือการเสียเวลาในการค้นหาเครื่องมือที่ต้องใช้ในการทำงาน เมื่อทุกสิ่งถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ พนักงานสามารถทำงานได้รวดเร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และลดความผิดพลาดในการทำงาน

อีกประเด็นสำคัญของ Housekeeping คือการจัดเก็บวัสดุและอุปกรณ์อย่างถูกต้อง วัสดุที่ใช้งานบ่อยควรถูกจัดวางในตำแหน่งที่หยิบใช้งานได้ง่าย ส่วนวัสดุที่ไม่ได้ใช้งานควรถูกจัดเก็บให้เป็นระเบียบและไม่กีดขวางทางเดิน โดยเฉพาะบริเวณทางเดินหลัก ทางหนีไฟ และพื้นที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งต้องไม่มีสิ่งของวางกีดขวาง เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือขัดขวางการอพยพในกรณีฉุกเฉิน

หนึ่งในอุบัติเหตุที่พบได้บ่อยในพื้นที่ทำงานคือการลื่นล้มจากพื้นเปียก ไม่ว่าจะเกิดจากน้ำที่หก การทำความสะอาดพื้นที่ หรือของเหลวจากกระบวนการทำงาน ดังนั้นเมื่อพบพื้นเปียก พนักงานต้องตั้งป้ายเตือนทันทีเพื่อแจ้งให้ผู้อื่นระมัดระวัง และควรทำความสะอาดพื้นที่โดยเร็วเพื่อลดความเสี่ยงจากการลื่นล้ม

Housekeeping ที่ดีไม่ได้ช่วยเพียงเรื่องความสะอาด แต่ยังช่วยลดอุบัติเหตุ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และทำให้พื้นที่ทำงานมีมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานที่ชัดเจน

“พื้นที่ทำงานที่เป็นระเบียบ คือระบบป้องกันอุบัติเหตุที่ดีที่สุด”

ภาพคนขับรถกำลังขับรถ โดยมองเห็นมุมมองจากด้านหลัง พร้อมข้อความ “Driving Safety การขับรถอย่างปลอดภัย” สื่อถึงความสำคัญของการขับขี่อย่างปลอดภัยในการทำงาน ขอกลุ่มบริษัทไอเอเอส

3. Driving Safety: การขับรถอย่างปลอดภัย

การใช้ยานพาหนะขององค์กรเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในงานที่ต้องเดินทางระหว่างพื้นที่ปฏิบัติงานหลายแห่ง เช่น การเข้าตรวจพื้นที่หน่วยงาน การขนส่งอุปกรณ์ หรือการเดินทางระหว่างหน่วยงาน รวมถึงงานบริการขับรถให้แก่ผู้บริหาร หากไม่มีมาตรการควบคุมที่ชัดเจน อุบัติเหตุทางถนนสามารถเกิดขึ้นได้และส่งผลกระทบต่อทั้งพนักงาน ทรัพย์สินขององค์กร และผู้ใช้ถนนรายอื่น

ก่อนใช้งานยานพาหนะ ผู้ขับขี่ต้องตรวจสอบสภาพรถทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่ารถอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน รายการตรวจสอบพื้นฐานควรรวมถึงระบบเบรก สภาพยางรถยนต์ ไฟสัญญาณ ไฟหน้า ไฟเบรก รวมถึงระดับน้ำมันหรือพลังงานของรถ การตรวจสอบเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงจากความขัดข้องของยานพาหนะระหว่างการเดินทาง

อีกประเด็นสำคัญคือข้อกำหนดด้านการบรรทุกและจำนวนผู้โดยสาร ยานพาหนะขององค์กรต้องไม่บรรทุกเกินจำนวนที่กำหนด และไม่ควรบรรทุกอุปกรณ์หรือวัสดุเกินน้ำหนักที่รถสามารถรองรับได้ เพราะน้ำหนักที่มากเกินไปอาจทำให้การควบคุมรถทำได้ยากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

ผู้ขับขี่ต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสมก่อนปฏิบัติงาน เช่น ต้องได้รับใบรับรองการขับขี่ตามกฏหมายกำหนด ต้องผ่านการอบรมด้านความปลอดภัยในการขับขี่ และได้รับอนุญาตให้ขับขี่ยานพาหนะขององค์กร รวมถึงผ่านการตรวจสุขภาพตามที่บริษัทกำหนด เพื่อให้มั่นใจว่ามีความพร้อมทั้งด้านทักษะและร่างกาย

พฤติกรรมการขับขี่เป็นปัจจัยสำคัญของระบบความปลอดภัยในการทำงาน ผู้ขับขี่ต้องไม่ดื่มสุราหรือใช้สารเสพติดก่อนหรือระหว่างการทำงาน หากมีอาการง่วงล้า เจ็บป่วย หรือใช้ยาที่ทำให้ง่วง ต้องหยุดพักทันทีเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการหลับใน

ข้อกำหนดพื้นฐานของขั้นตอนการทำงานอย่างปลอดภัยระหว่างการขับขี่ ได้แก่ การปฏิบัติตามกฏหมายและกฏจราจร การคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งทุกที่นั่ง การสวมหมวกกันน็อคเมื่อใช้รถจักรยานยนต์ และการไม่ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับขี่ เพราะการเสียสมาธิเพียงไม่กี่วินาทีอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้

“การขับขี่อย่างปลอดภัยไม่ได้ปกป้องเฉพาะผู้ขับขี่ แต่ปกป้องทุกคนบนท้องถนน”

ภาพพนักงานนอนหมดสติใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกิดประกายไฟ พร้อมสวมเสื้อสะท้อนแสงและหน้ากาก มีข้อความ “Electrical Safety ความปลอดภัยกับไฟฟ้า” สื่อถึงอันตรายจากไฟฟ้าในสถานที่ทำงาน เป็นหนึ่งในกฎการทำงานของกลุ่มบริษัท ไอเอสเอส

Electrical Safety: ความปลอดภัยกับไฟฟ้า

ไฟฟ้าเป็นพลังงานที่จำเป็นต่อการทำงานในอาคารและสถานที่ทำงาน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในแหล่งอันตรายที่สามารถก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ หากใช้งานอย่างไม่ถูกวิธี ความเสี่ยงจากไฟฟ้ามักเกิดขึ้นในงานซ่อมบำรุง การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า หรือการทำงานในพื้นที่ที่มีความชื้น

อันตรายจากไฟฟ้าโดยทั่วไปสามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะหลัก ได้แก่

  • Direct contact หรือการสัมผัสกับกระแสไฟฟ้าโดยตรง เช่น การจับสายไฟที่ไม่มีฉนวน
  • Indirect contact หรือการสัมผัสผ่านอุปกรณ์ที่มีกระแสไฟรั่ว
  • Short circuit หรือการลัดวงจร ซึ่งอาจทำให้เกิดความร้อนสูงหรือไฟไหม้

ก่อนเริ่มปฏิบัติงาน พนักงานต้องตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น สายไฟ ปลั๊ก และฉนวนหุ้มสายไฟ หากพบความเสียหายต้องหยุดใช้งานทันที นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าด้วยมือเปียก หรือในพื้นที่ที่มีน้ำขัง เพราะน้ำสามารถนำไฟฟ้าและเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกไฟดูดได้

ระหว่างการใช้งาน หากพบสัญญาณผิดปกติ เช่น กลิ่นไหม้ ควัน เสียงผิดปกติ หรืออุปกรณ์มีความร้อนสูงผิดปกติ ต้องหยุดใช้งานทันทีและแจ้งผู้รับผิดชอบ การฝืนใช้งานอุปกรณ์ที่มีปัญหาอาจนำไปสู่ไฟไหม้หรืออุบัติเหตุร้ายแรง

หลังใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้า พนักงานควรถอดปลั๊กโดยจับที่หัวปลั๊ก ไม่ดึงสายไฟ และต้องติดป้ายเตือนเมื่อพบอุปกรณ์ชำรุด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นนำไปใช้งานต่อโดยไม่ทราบถึงความเสี่ยง ในกรณีที่พบผู้ถูกไฟดูด สิ่งแรกที่ต้องทำคือการตัดกระแสไฟฟ้าทันที เช่น ปิดสวิตช์หรือเบรกเกอร์ ห้ามสัมผัสผู้บาดเจ็บโดยตรงขณะที่กระแสไฟยังไม่ถูกตัด เพราะอาจทำให้ผู้ช่วยเหลือได้รับอันตรายไปด้วย

ภาพคนจำลองจากกล่องกระดาษสวมหมวกนิรภัยกำลังช่วยกันยกกล่อง แสดงถึงการยกของด้วยมืออย่างถูกวิธี พร้อมข้อความ “Manual Handling การยกของด้วยมือ” สื่อถึงความปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายสิ่งของ เป็นหนึ่งในกฎด้านความปลอดภัยของกลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส

Manual Handling: การยกของด้วยมือ

การยกและเคลื่อนย้ายวัสดุเป็นกิจกรรมที่พบได้บ่อยในงานอาคารและงานบริการ แต่หากทำอย่างไม่ถูกวิธี อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เอ็น และกระดูกสันหลังได้ อุบัติเหตุประเภทนี้มักไม่ได้เกิดทันที แต่เป็นการสะสมความเสียหายจากการยกของผิดท่าซ้ำ ๆ

ก่อนยกวัสดุทุกครั้ง พนักงานควรประเมินน้ำหนัก ขนาด และลักษณะของสิ่งของก่อน หากวัสดุมีขนาดใหญ่หรือหนักเกินไป ควรวางแผนการเคลื่อนย้ายให้เหมาะสม เช่น ใช้อุปกรณ์ช่วยยก หรือให้พนักงานหลายคนช่วยกัน

อีกขั้นตอนที่สำคัญคือการวางแผนเส้นทางการเคลื่อนย้าย ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าทางเดินไม่มีสิ่งกีดขวาง พื้นไม่ลื่น และมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการเคลื่อนย้ายวัสดุอย่างปลอดภัย

ท่ายกที่ถูกต้องควรใช้กำลังจากขาแทนการใช้หลัง โดยงอเข่าให้หลังตรง ยกของให้ชิดลำตัว และหลีกเลี่ยงการบิดหรือเอี้ยวตัวขณะยก เพราะแรงกดจะตกอยู่ที่กระดูกสันหลังและเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

การจับยึดวัสดุควรใช้ฝ่ามือจับเต็มมือ ไม่ใช้เพียงปลายนิ้ว เพื่อเพิ่มความมั่นคงและลดโอกาสที่วัสดุจะหลุดมือ

“การยกของผิดวิธีเพียงครั้งเดียว อาจสร้างการบาดเจ็บที่ต้องใช้เวลาฟื้นตัวหลายเดือนหรือตลอดไป”

ภาพอุปกรณ์ล็อกเอาต์แท็กเอาต์ (Lockout Tagout) ติดกับเครื่องจักร พร้อมป้ายเตือน “Danger Do Not Operate” แสดงถึงการแยกพลังงานเพื่อความปลอดภัยในการทำงาน

6. Energy Isolation: การแยกพลังงาน

Energy Isolation คือกระบวนการตัดแยกพลังงานก่อนเริ่มงานซ่อมบำรุงหรือการทำงานกับเครื่องจักร เพื่อป้องกันไม่ให้พลังงานถูกปล่อยออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจระหว่างที่พนักงานกำลังปฏิบัติงาน

พลังงานที่ต้องควบคุมไม่ได้มีเพียงไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพลังงานกล พลังงานจากระบบไฮดรอลิก ลมอัด หรือพลังงานที่สะสมอยู่ในระบบเครื่องจักร

ระบบ Lockout Tagout ถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเปิดเครื่องจักรหรือปล่อยพลังงานในระหว่างที่มีการซ่อมบำรุง โดยการล็อกอุปกรณ์ควบคุมพลังงานและติดป้ายเตือนให้ผู้อื่นทราบว่ากำลังมีการทำงานอยู่

ก่อนเริ่มงาน พนักงานต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจ ตรวจสอบจุดตัดพลังงานทั้งหมด ระบายพลังงานค้างในระบบ และทดสอบยืนยันว่าไม่มีพลังงานเหลืออยู่

“อุบัติเหตุร้ายแรงจำนวนมากเกิดจากการไม่ตัดแยกพลังงานก่อนเริ่มงาน”

ภาพพนักงานสวมอุปกรณ์ป้องกันกำลังถือเอกสาร “Permit to Work” ในพื้นที่อุตสาหกรรม พร้อมทีมงานด้านหลัง สื่อถึงขั้นตอนการขออนุญาตทำงานเพื่อความปลอดภัย

7. Permit to Work: ใบอนุญาตทำงาน

Permit to Work คือระบบควบคุมงานที่มีความเสี่ยงสูง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ทุกงานที่มีอันตรายสำคัญถูกตรวจสอบ วางแผน และอนุมัติก่อนเริ่มปฏิบัติงานจริง พูดให้เข้าใจง่าย ระบบนี้ทำหน้าที่เป็น “ด่านตรวจความปลอดภัยก่อนเริ่มงาน” เพื่อป้องกันไม่ให้งานอันตรายถูกดำเนินการโดยไม่มีการควบคุม

งานที่ต้องใช้ระบบ Permit to Work มักเป็นงานที่มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุรุนแรง เช่น งานบนที่สูง งานในพื้นที่อับอากาศ งานที่เกิดประกายไฟ งานซ่อมบำรุงเครื่องจักร หรือการทำงานที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน

ขั้นตอนสำคัญของระบบนี้เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงของงานที่จะทำ โดยต้องระบุอันตรายที่อาจเกิดขึ้น วิเคราะห์ผลกระทบ และกำหนดมาตรการควบคุม เช่น การใช้ PPE ที่เหมาะสม การกั้นพื้นที่อันตราย การเตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิต หรือการจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง

เมื่อมาตรการควบคุมถูกกำหนดแล้ว จึงมีการจัดทำเอกสาร “Permit” หรือใบอนุญาตทำงาน ซึ่งเป็นเอกสารยืนยันว่าพื้นที่ทำงานได้รับการตรวจสอบและมีมาตรการความปลอดภัยพร้อมก่อนเริ่มงาน เอกสารนี้ต้องได้รับการอนุมัติจากผู้รับผิดชอบพื้นที่หรือผู้มีอำนาจก่อนจึงจะสามารถเริ่มปฏิบัติงานได้

อีกขั้นตอนที่สำคัญคือการสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าใจเงื่อนไขของการทำงาน เช่น ขอบเขตพื้นที่ทำงาน มาตรการป้องกัน และข้อจำกัดด้านความปลอดภัย เพื่อให้ทุกคนรับรู้ความเสี่ยงเดียวกันก่อนเริ่มงาน

Permit to Work จึงไม่ได้เป็นเพียงเอกสารหนึ่งใบ แต่เป็นระบบบริหารความเสี่ยงที่ช่วยให้องค์กรควบคุมงานอันตรายได้อย่างเป็นขั้นตอน

ภาพทีมงานสวมอุปกรณ์ป้องกันและหน้ากากกรองอากาศกำลังเตรียมทำงานในพื้นที่อับอากาศ มีป้ายเตือน “Danger Confined Space Do Not Enter” สื่อถึงความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ และเกี่ยวข้องกับ 4 ผู้ ในงานอับอากาศ

Confined Space Entry: การทำงานในที่อับอากาศ

พื้นที่อับอากาศเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้ออกแบบมาให้คนเข้าไปทำงานเป็นประจำ และผู้ปฏิบัติงานต้องมีความชำนาญพิเศษหรือเจ้าหน้าที่เฉพาะที่ไดรับการอบรมรวมถึงผ่านการรับรองโดยหน่วยงานที่ได้รับรองมาตรฐานแล้ว

4 ผู้ ในงานอับอากาศ (Confined Space) เป็นตำแหน่งความปลอดภัยตามกฎหมาย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรง ประกอบด้วย:

  1. ผู้อนุญาต (Authorized Person) อนุมัติใบงาน
  2. ผู้ควบคุมงาน (Supervisor) ดูแลความปลอดภัยป
  3. ผู้ช่วยเหลือ (Standby Person) เฝ้าระวังและช่วยชีวิต
  4. ผู้ปฏิบัติงาน (Entrant) ลักษณะ เช่น ถัง บ่อ หรือท่อใต้ดิน ซึ่งอาจมีความเสี่ยงจากการขาดออกซิเจน การสะสมของก๊าซพิษ หรือการระบายอากาศที่ไม่เพียงพอ

ก่อนเข้าทำงานในพื้นที่อับอากาศ ต้องมีการตรวจวัดบรรยากาศภายในพื้นที่ เช่น ระดับออกซิเจน ก๊าซไวไฟ และก๊าซพิษ รวมถึงต้องมีการตัดแยกพลังงานจากอุปกรณ์หรือเครื่องจักรที่เชื่อมต่อกับพื้นที่นั้น

นอกจากนี้ต้องมีการเตรียมแผนช่วยชีวิตและอุปกรณ์กู้ภัยก่อนเริ่มงาน เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ต้องมีผู้เฝ้าระวังอยู่ด้านนอกพื้นที่ตลอดเวลา และต้องมีระบบสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับผู้เฝ้าระวังเพื่อรายงานสถานการณ์ภายในพื้นที่

บทบาทในการทำงานพื้นที่อับอากาศประกอบด้วย ผู้อนุญาต ผู้ควบคุมงาน ผู้ช่วยเหลือ และผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งแต่ละบทบาทต้องเข้าใจหน้าที่ของตนอย่างชัดเจน และห้ามปฏิบัติหน้าที่แทนกันโดยเด็ดขาด

ภาพพนักงานสวมหมวกนิรภัยและสายรัดกันตก กำลังทำงานบนที่สูงและยึดอุปกรณ์นิรภัยกับราวกันตก พร้อมข้อความ “Working at Heights การทำงานในที่สูง” สื่อถึงความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูง

Working at Heights: การทำงานในที่สูง

การทำงานบนที่สูงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของอุบัติเหตุร้ายแรงในงานอาคาร ไม่ว่าจะเป็นงานทำความสะอาดอาคารสูง งานซ่อมบำรุง งานติดตั้งอุปกรณ์ หรือการตรวจสอบโครงสร้างอาคาร อุบัติเหตุจากการตกจากที่สูงมักส่งผลรุนแรงและอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นการทำงานประเภทนี้จึงต้องอยู่ภายใต้กฎความปลอดภัยในการทำงานที่เข้มงวด

หลักสำคัญข้อแรกคือ ห้ามทำงานบนที่สูงเพียงลำพัง ต้องมีผู้ร่วมงานหรือผู้เฝ้าระวังอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

พนักงานที่ทำงานบนที่สูงจะต้องมั่นใจว่าพื้นที่ปฏิบัติงานจะต้องปลอดภัยได้รับการประเมินความเสี่ยงจากผู้เชี่ยวชาญหรือหัวหน้างานเพื่อกำหนดวิธีการปฏิบัติงานที่ถูกต้องและปลอดภัยแล้ว 

เมื่อปฏิบัติงานพนักงานจะต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) อย่างครบถ้วน เช่น Safety Harness หมวกนิรภัย และรองเท้านิรภัย อุปกรณ์เหล่านี้ต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานผ่านการตรวจสอบก่อนเริ่มงานทุกครั้งและต้องปฏิบัติตามกฏความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

พื้นที่ด้านล่างของจุดทำงานต้องมีการกั้นเขตหรือกำหนดพื้นที่อันตราย เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นเดินผ่านบริเวณที่มีความเสี่ยงจากวัตถุตก การป้องกันพื้นที่ด้านล่างเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดกับบุคคลอื่นในพื้นที่ทำงาน

ในกรณีที่ใช้นั่งร้าน นั่งร้านต้องมีโครงสร้างที่มั่นคง มีราวกันตกเมื่อจุดทำงานสูงเกิน 2 เมตร และต้องล็อคล้อหรือยึดฐานให้แน่นหนาก่อนเริ่มใช้งาน นอกจากนี้ต้องจำกัดจำนวนผู้ปฏิบัติงานบนแต่ละชั้นของนั่งร้านตามข้อกำหนด เพื่อป้องกันการรับน้ำหนักเกิน

การใช้บันไดก็ต้องปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยเช่นกัน บันไดต้องวางบนพื้นเรียบและมั่นคง ห้ามเหยียบ 2 ขั้นบนสุดของบันไดตามขนาดที่กำหนด และควรมีผู้ช่วยจับบันไดเพื่อเพิ่มความมั่นคงระหว่างการทำงาน

สำหรับงานที่ต้องใช้เทคนิคโรยตัวหรือการเข้าถึงพื้นที่สูงโดยใช้เชือก ต้องมีการควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอย่างน้อย 2 คน ใช้ระบบเชือกสองเส้น (Working Line และ Safety Line) และมีการตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนและหลังการใช้งานทุกครั้ง

“งานบนที่สูงไม่มีพื้นที่สำหรับความประมาท”

ภาพพนักงานสวมหมวกนิรภัยและเสื้อสะท้อนแสงยกมือเป็นสัญลักษณ์ให้หยุด ในคลังสินค้า มีรถโฟล์คลิฟท์ด้านหลัง พร้อมข้อความ “Stopping Unsafe Work หยุดการทำงานที่ไม่ปลอดภัย” สื่อถึงการป้องกันอุบัติเหตุในที่ทำงาน

10. Stopping Unsafe Work: หยุดการทำงานที่ไม่ปลอดภัย

Stopping Unsafe Work เป็นหลักการสำคัญของระบบความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งให้สิทธิพนักงานทุกคนสามารถหยุดงานได้ทันทีเมื่อพบว่าสถานการณ์ไม่ปลอดภัย

หลัก OSPT ประกอบด้วย Observe Stop Plan และ Think ซึ่งช่วยให้พนักงานประเมินสถานการณ์ก่อนเริ่มงานหรือระหว่างการทำงาน

สถานการณ์ที่ควรหยุดงานทันที เช่น ไม่มี PPE ที่เหมาะสม ไม่เข้าใจขั้นตอนการทำงาน พื้นที่ทำงานไม่ปลอดภัย หรือมาตรการควบคุมความเสี่ยงยังไม่ได้ถูกจัดเตรียม

การหยุดงานเพื่อความปลอดภัยไม่ใช่การหยุดงานโดยไม่มีเหตุผล แต่เป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับตนเอง เพื่อนร่วมงาน และผู้ที่เกี่ยวข้อง

หากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข “ห้ามทำงานโดยเด็ดขาด”

สรุป: 10 กฎความปลอดภัยในการทำงานที่พนักงานทุกคนต้องยึดถือ

กฎความปลอดภัยในการทำงานทั้ง 10 ข้อ คือโครงสร้างของระบบความปลอดภัยในการทำงานที่ กลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส ใช้ควบคุมความเสี่ยงในพื้นที่ปฏิบัติงานจริง ตั้งแต่การควบคุมสารเคมี การจัดระเบียบพื้นที่ทำงาน การขับขี่อย่างปลอดภัย การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า การยกและเคลื่อนย้ายวัสดุ ไปจนถึงการตัดแยกพลังงาน การใช้ระบบ Permit to Work การทำงานในพื้นที่อับอากาศ การทำงานบนที่สูง และสิทธิในการหยุดงานเมื่อพบความเสี่ยง

กฎเหล่านี้ไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นเพียงข้อบังคับ แต่เป็นขั้นตอนการทำงานอย่างปลอดภัยที่ช่วยลดอุบัติเหตุในที่ทำงาน ป้องกันความสูญเสีย และสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานที่ทุกคนในองค์กรต้องปฏิบัติตามอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นแนวทางที่ กลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส ใช้พัฒนาและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในงานบริการอาคารอย่างต่อเนื่อง

เมื่อพนักงานเข้าใจระบบควบคุมความเสี่ยงในการทำงานและปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยในการทำงานอย่างจริงจัง ความเสี่ยงจะถูกจัดการตั้งแต่ต้นทาง อุบัติเหตุจะลดลง และการทำงานจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยให้องค์กรสามารถรักษามาตรฐานความปลอดภัยในอาคารและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ในระยะยาว

หากองค์กรของคุณต้องการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานให้เกิดขึ้นจริงในทุกหน้างาน
👉 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้าบริการของกลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส

Share this post
Facebook
LinkedIn