
การเฝ้าระวังพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพต้องทำให้เหตุสำคัญถูกตรวจพบ ตรวจสอบ และส่งต่อถึงผู้รับผิดชอบอย่างถูกต้องและทันเวลา บริการ Remote Detect ของกลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส จึงเชื่อมระบบตรวจจับผู้บุกรุก เทคโนโลยีวิเคราะห์ภาพ เจ้าหน้าที่ศูนย์เฝ้าระวังและสั่งการ (Central Monitoring & Command Centre: CMCC) และเจ้าหน้าที่หน้างานเข้าด้วยกัน

กำหนดจุดเสี่ยง เวลา และความเคลื่อนไหวที่ระบบต้องตรวจสอบ
สถานที่แต่ละแห่งมีรูปแบบการใช้งานต่างกัน ทางเข้า–ออกอาจมีคนและรถผ่านตลอดวัน ขณะที่แนวรั้วด้านหลัง บริเวณเก็บเศษวัสดุ หรือคลังสินค้าบางจุดแทบไม่มีการสัญจร การออกแบบระบบจึงต้องอ้างอิงกิจกรรมปกติและความเสี่ยงของพื้นที่จริง
ตั้งเงื่อนไขการเฝ้าระวังให้ตรงกับความเสี่ยงของพื้นที่
- เฝ้าระวังบริเวณใด: เลือกจุดที่มีความเสี่ยง เช่น ทางเข้า–ออก แนวรั้ว ประตูคลังสินค้า จุดรับ–ส่งสินค้า หรือบริเวณเก็บทรัพย์สินมูลค่าสูง แล้วกำหนดกรอบหรือแนวเส้นที่ต้องการให้ระบบตรวจสอบ
- เฝ้าระวังช่วงเวลาใด: ระบุช่วงเวลาที่ความเคลื่อนไหวควรได้รับความสนใจ เช่น หลังปิดทำการ วันหยุด หรือช่วงที่ไม่มีพนักงานประจำจุด
- ต้องการให้ระบบตรวจจับอะไร: กำหนดประเภทที่ต้องการวิเคราะห์ เช่น บุคคล สัตว์ หรือยานพาหนะ ให้เหมาะกับความเสี่ยงของแต่ละจุด
- เหตุการณ์ใดต้องส่งสัญญาณให้ CMCC ตรวจสอบ: กำหนดเงื่อนไข เช่น พบบุคคลเข้าสู่พื้นที่หวงห้าม หรือพบยานพาหนะข้ามแนวเส้นนอกเวลาทำการ
กล้องวงจรปิดและเทคโนโลยีวิเคราะห์ภาพด้วย AI จะใช้เงื่อนไขเหล่านี้คัดกรองเหตุการณ์ก่อนส่งสัญญาณไปยัง CMCC การตั้งค่าจึงต้องคำนึงถึงตำแหน่งกล้อง มุมมอง แสง และสภาพแวดล้อม พร้อมทบทวนให้เหมาะกับรูปแบบการใช้พื้นที่ที่เปลี่ยนไป

เจ้าหน้าที่ CMCC ตรวจสอบการแจ้งเตือนตลอด 24 ชั่วโมง ก่อนประสานผู้รับผิดชอบหน้างาน
เมื่อระบบส่งการแจ้งเตือนไปยังศูนย์เฝ้าระวังและสั่งการ (CMCC) เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบภาพวิดีโอเหตุการณ์ช่วงสั้น โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้
- ตรวจสอบเหตุการณ์: วิเคราะห์ภาพเพื่อพิจารณาว่าเหตุการณ์นั้นเข้าเกณฑ์ที่ต้องดำเนินการหรือไม่
- ประสานตามขั้นตอนที่กำหนด: โทรติดต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้างานหรือบุคคลที่ลูกค้ามอบหมาย เพื่อสอบถาม ยืนยัน และแจ้งผู้เกี่ยวข้องตามแผนที่ตกลงร่วมกัน
เจ้าหน้าที่ CMCC ปฏิบัติงานเป็นกะตลอด 24 ชั่วโมง เหตุที่เกิดหลังเวลาทำการ วันหยุด หรือช่วงที่มีบุคลากรประจำพื้นที่น้อยจึงยังได้รับการตรวจสอบและประสานงานตามขั้นตอนที่กำหนดไว้
กำหนดผู้รับผิดชอบและวิธีดำเนินการให้พร้อมสำหรับแต่ละพื้นที่
วิธีตอบสนองของแต่ละพื้นที่ขึ้นอยู่กับประเภทความเสี่ยงและโครงสร้างการทำงานขององค์กร ไอเอฟเอส จึงกำหนดแผนร่วมกับลูกค้า เพื่อให้ทราบล่วงหน้าว่าเมื่อเกิดเหตุ CMCC ต้องติดต่อใคร และผู้รับแจ้งต้องดำเนินการอย่างไร
| หัวข้อที่ต้องกำหนด | รายละเอียด |
| ผู้รับแจ้ง | บุคคลที่เจ้าหน้าที่ CMCC ต้องติดต่อในแต่ละช่วงเวลา |
| ผู้เข้าดำเนินการ | เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือผู้ดูแลบริเวณที่เกิดเหตุ |
| ลำดับการติดต่อ | บุคคลลำดับถัดไปเมื่อติดต่อผู้รับผิดชอบรายแรกไม่ได้ |
| แนวทางปฏิบัติ | จุดที่ต้องเข้าตรวจสอบ วิธีควบคุมสถานการณ์ และการรายงานผล |
| การแจ้งเพิ่มเติม | กรณีที่ต้องรายงานต่อผู้จัดการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
การกำหนดรายชื่อและลำดับการประสานงานไว้ล่วงหน้าช่วยลดเวลาค้นหาผู้รับผิดชอบหลังเกิดเหตุ และทำให้หน้างานเริ่มดำเนินการตามแผนได้เร็วขึ้น
ในบางพื้นที่ ขั้นตอนการตอบสนองอาจรวมถึงการเปิดไฟสัญญาณฉุกเฉินหรือเสียงไซเรน เพื่อแจ้งเตือนผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงและช่วยยับยั้งผู้บุกรุก ก่อนที่เจ้าหน้าที่หน้างานจะเข้าตรวจสอบ
หลังจบเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ CMCC จะส่งรายงานสรุปให้ลูกค้าทางอีเมล ส่วนรายงานเหตุและรายงานประจำเดือนอาจครอบคลุมบุคคลหรือยานพาหนะต้องสงสัย การปีนข้ามแนวรั้ว กล้องวงจรปิดไม่ทำงาน และเหตุการณ์อื่นตามข้อตกลงของแต่ละพื้นที่
ทีมบริหารอาคารและฝ่ายรักษาความปลอดภัยสามารถใช้ข้อมูลจากรายงานเพื่อทบทวนจุดเสี่ยง รูปแบบเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำ และผลของการตอบสนอง ก่อนนำไปปรับแผนรักษาความปลอดภัยให้เหมาะกับการใช้งานจริง แนวทางนี้เป็นส่วนหนึ่งของ การบริหารจัดการอาคารด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะของกลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส

เมื่อทุกวินาทีมีผล สัญญาณต้องถึงผู้รับผิดชอบทันเวลา
เมื่อพบความผิดปกติ ช่วงเวลาระหว่างการแจ้งเตือนกับการเริ่มตอบสนองมีผลต่อขอบเขตของความเสียหาย ยิ่งผู้รับผิดชอบได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเร็วเท่าไร องค์กรยิ่งมีโอกาสควบคุมเหตุได้ตั้งแต่ระยะแรก และลดโอกาสที่สถานการณ์จะกระทบต่อทรัพย์สิน ความปลอดภัยของบุคลากร หรือการดำเนินงาน
ความเชี่ยวชาญของกลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส เริ่มจากการทำความเข้าใจความเสี่ยงและรูปแบบการใช้งานของพื้นที่จริง ก่อนออกแบบให้เทคโนโลยีวิเคราะห์ภาพ การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ CMCC และขั้นตอนการทำงานของหน้างานสอดคล้องกัน เป้าหมายคือทำให้เหตุที่ควรดำเนินการได้รับการตรวจสอบและตอบสนองอย่างทันเวลา
หากองค์กรของคุณต้องการวางระบบเฝ้าระวังสำหรับแนวรั้ว ทางเข้า–ออก คลังสินค้า หรือบริเวณสำคัญ ปรึกษาทีมงานกลุ่มบริษัท ไอเอฟเอส เพื่อประเมินพื้นที่และออกแบบ บริการ Remote Detect ให้เหมาะกับการใช้งานจริง เพื่อให้องค์กรใช้ทุกวินาทีหลังพบเหตุในการควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเต็มที่
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเฝ้าระวังด้วย Remote Detect
Q: องค์กรควรทบทวนเงื่อนไขการเฝ้าระวังของ Remote Detect เมื่อใด?
A: ควรทบทวนเมื่อรูปแบบการใช้พื้นที่หรือความเสี่ยงเปลี่ยนไป เช่น มีการปรับเส้นทางเข้า–ออก เปลี่ยนช่วงเวลาปฏิบัติงาน เพิ่มพื้นที่จัดเก็บ หรือมีความเคลื่อนไหวในบริเวณเดิมมากขึ้น เพราะเงื่อนไขการตรวจจับควรสอดคล้องกับกิจกรรมปกติของพื้นที่ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ระบบส่งสัญญาณเฉพาะเหตุที่ควรได้รับการตรวจสอบ
Q: ตำแหน่งกล้อง แสง และสภาพแวดล้อมมีผลต่อการตั้งค่า Remote Detect อย่างไร?
A: ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อข้อมูลภาพที่ระบบนำไปวิเคราะห์ จึงต้องพิจารณาทั้งตำแหน่งกล้อง มุมมอง แสง และสภาพแวดล้อมของแต่ละจุดควบคู่กับการกำหนดพื้นที่และประเภทความเคลื่อนไหวที่ต้องการตรวจจับ การตั้งค่าจึงควรอ้างอิงสภาพหน้างานจริง ไม่ใช่ใช้เงื่อนไขเดียวกันกับทุกพื้นที่
Q: ทำไมต้องกำหนดผู้รับแจ้งและลำดับการติดต่อก่อนเริ่มใช้ระบบเฝ้าระวัง?
A: เพราะการตรวจพบเหตุเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากไม่ทราบว่าต้องส่งข้อมูลให้ใครเป็นลำดับต่อไป การกำหนดผู้รับแจ้ง ผู้เข้าดำเนินการ และบุคคลสำรองเมื่อติดต่อผู้รับผิดชอบรายแรกไม่ได้ไว้ล่วงหน้า ช่วยให้ CMCC สามารถประสานงานตามแผนได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ
Q: เหตุที่ระบบตรวจพบทุกครั้งจำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่หน้างานเข้าตรวจสอบหรือไม่?
A: ไม่จำเป็นต้องดำเนินการกับทุกการแจ้งเตือนในรูปแบบเดียวกัน เมื่อระบบส่งสัญญาณไปยัง CMCC เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบภาพเหตุการณ์ก่อนว่าตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดและจำเป็นต้องดำเนินการหรือไม่ จากนั้นจึงประสานผู้รับผิดชอบตามขั้นตอนที่ตกลงไว้สำหรับพื้นที่นั้น
Q: ข้อมูลจากรายงานเหตุของ Remote Detect นำไปใช้ปรับแผนรักษาความปลอดภัยได้อย่างไร?
A: องค์กรสามารถใช้รายงานเพื่อทบทวนจุดที่เกิดเหตุ รูปแบบเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำ และผลของการตอบสนองที่ผ่านมา แล้วนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบการปรับจุดเฝ้าระวัง เงื่อนไขการตรวจสอบ หรือขั้นตอนการประสานงานให้เหมาะกับการใช้งานพื้นที่จริงมากขึ้น




